แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

อังกฤษ.... อังเกลียด




ในยุคที่มาอาเซียนจะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตคนไทยในไม่กี่ปีข้างหน้า  ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ  การศึกษา  และแน่นอนว่า สิ่งที่เราใช้สื่อสารกันนั้นคือ  ภาษาอังกฤษ  แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของวิชา ภาษาอังกฤษกลับตกต่ำที่สุดในบรรดา 5 วิชาหลักคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์  จึงได้รวบรวมความสำคัญของภาษาอังกฤษ สาเหตุว่าทำไมจึงไม่ชอบภาษาอังกฤษ แนวทางการแก้ปัญหา รวมถึงประสบการณ์โดยตรงของข้าพเจ้าสามารถนำไปใช้ในการประยุกต์เขียนภาษาอังกฤษได้

ภาษาอังกฤษสำคัญไฉน
                ในปัจจุบันนี้ในชีวิตประจำวันของเรานี้ เราต่างก็ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารกันทั้งนั้นแล้วทำไมเราจึงต้องเรียนภาษาอังกฤษ  ตำราหนังสือเรียนต่างๆก็เป็นภาษาไทยแล้วเราจำเป็นต้องพึ่งภาษาอังกฤษด้วยหรือ  หากเราลองมองให้ดีแล้วเราต่างก็ใช้ภาษาอังกฤษกันในชีวิตประจำวันทั้งนั้นเพียงแต่เราไม่ได้สังเกตเท่านั้น 



เกลียดภาษาอังกฤษจัง
                “คาบภาษาอังกฤษอีกแล้ว เซ็งวะ” “เบื่อภาษาอังกฤษ โว้ย” หลายคนคงเคยได้ยินกับคำกล่าวเหล่านี้  จากเพื่อนหรือบางครั้งก็อาจจะมาจากตาของผู้อ่านเองแน่นอนวา สภาพแวดล้อมของการเรียนที่แตกต่างกัน ย่อมมีสาเหตุว่าทำไมเด็กไทยจึงเกลียดภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันไปด้วย 

แนวทางการแก้ไขปัญหา
ประสบการณ์ของผู้เรียน
                ในการเรียนภาษาอังกฤษของผเริ่มแรกเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบภาษาอังกฤษค่อนข้างจะแย่มากใช้วเลาในการเปลี่ยนแปลงตนเองประมาณหนึ่งปีโดยได้รับแรงบันดาลในการเรียนภาษาอังกฤษอาจารย์เป็นคนที่สอนสนุกเข้าใจง่ายเรียนแล้วไม่รู้สึกเกลียดแม้มันจะเป็นเรื่องที่ยาก  ก่อนเรียนอาจารย์จะสอบถามว่าชอบภาษาอังกฤษหรือไม่แล้วผมก็ตอบไปว่าเป็นคนชอบภาษาอังกฤษแต่เรียนอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องอาจารย์จึงเริ่มปูพื้นฐานใหม่  แล้วสอนต่อยอดประกอบกับช่วงนั้นชอบดูภาพยนตร์รายการเกมส์โชว์ และฟังเพลงภาษาอังกฤษทำให้พัฒนาการทางภาษาอังกฤษขณะนั้นก้าวกระโดดเลยทีเดียวปัญหาทุกปัญหาสามารถแก้ได้ เพียงแค่เราคิดบวกพอเริ่มที่จะแต่งประโยคได้แล้ว  ก็ลองเรียนเป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันไปให้อาจารย์ดูแล้วก็เริ่มอ่านออกเสียงจากA-Zไปเรื่อยๆฝึกฟังหลายๆสำเนียงจากเทปของอาจารย์บ้างหรือบางครั้งจากคลิปในยูทูป  แต่ในส่วนของภาษาอังกฤษแกรมมาก็ฝึกอ่านและทำโจทย์ไปเรื่อยๆไม่ต้องไปเกลียดกับมันมากเราต้องคิดอยู่เสมอว่าเราแข่งกับตัวเองไม่ได้แข่งกับคนอื่น  แล้วอะไรๆก็จะดีขึ้นขอเพียงแต่เริ่มลงมือทำ



โดย นายนันทพล  เทียมสม
ม.5/1 เลขที่4

ทื่มา       
คณาธิป  สุนทรรักษ์.  อังกฤษอย่าคิดเยอะ.  กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ ทรูดิจิตอลคอมเม้น แทนมีเดีย,2552
อริสรา  ธนาปกิจ.  อังกฤษพ้นกรอบ.  กรุงเทพมหานคร ,สำนักพิมพ์เวิร์กพ้อย,2551
คณาธิป  สุนทรรักษ์.  ปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษจากใจผู้เรียน.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.thairath.co.th/content/edu/363882.  (วันที่สืบค้น : 30 พฤศจิกายน 2556 )





GAT  PAT  เรื่องจิ๋วๆ


“สทส. เผย คะแนน GAT  PAT ดิ่งลงเหว”  เราจะเห็นข้อความนี้ได้จากหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้อสอบระดับชาติอย่าง GAT  PAT ของนักเรียนมัธยมปลายนั้นไม่เป็นที่น่าพอใจ  ทำให้นักเรียนมัธยมปลายอย่างเราๆกลัวการสอบ GAT PAT  และมองว่าการสอบนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก  แต่เราจะทำอย่างไรให้ข้อสอบ GAT  PAT ที่ว่ายากนั้นกลายเป็นแค่เรื่องจิ๋วๆสำหรับเราได้ละ  เนื้อหาต่อไปนี้คงตอบคำถามของทุกคนได้อย่างดี
1.มารู้จัก GAT  PAT กันเถอะ
       ก่อนที่จะมีการสอบ GAT  PAT นั้น เด็กมัธยมปลายคงจะคุ้นเคยกับคำว่า “เอนทรานซ์” ซึ่งผมต้องบอกว่าเอนทรานซ์เป็นข้อสอบแห่งชีวิต เป็นข้อสอบที่กำหนดอนาคต  ที่พูดเช่นนี้เพระเป็นการสอบ 10 วิชาเพียงครั้งเดียว ซึ่งแต่ละวิชานั้นมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน  และจะนำคะแนนทั้งหมดมารวมกันและยื่นเข้าสู่มหาวิทยาลัย  การสอบครั้งเดียวนั้นทำให้เกิดปัญหามากมายเช่น  ข้อสอบปรนัยที่ทำให้เด็กมีโอกาสได้คะแนนสูง  ทำให้ข้อสอบนี้ไม่ได้วัดความรู้ที่แท้จริงของนักเรียน  ปัญหาต่างๆถูกแก้ไขโดยตลอดจนต่อมา  มีการเพิ่มการสอบเป็น 2 รอบ คือ เดือนตุลาคม  และเดือนมีนาคม
เมื่อมีการใช้คะแนนเฉลี่ยมาเกี่ยวข้อง  จึงเกิดความเท่าเทียมกันเช่น บางโรงเรียนอาจไม่มีการกดเกรดให้ต่ำลง  จึงทำให้เกิดความไม่โปร่งใส  สุดท้ายแล้วก็ได้มีองค์กรอิสระที่ชื่อว่า สทส.  หรือสถาบันทดสอบทางการศึกษา ในพศ.2549 ขึ้น  เมื่อหน่วยงานนี้เกิดขึ้นทำให้การสอบต่างๆเปลี่ยนไปอย่างมาก คือเปลี่ยนการสอบเอนทรานซ์เป็นข้อสอบแอดมิชชั่น  และเปลี่ยนชื่อการสอบเอนทรานซ์ไปเป็นชื่อ A-Net และหลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งหนึ่งเป็น GAT  PAT เปลี่ยนไปมาจนกลายเป็นข้อสอบ A-Net แล้วนั้นไม่กี่ปีถูกเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ที่ชื่อว่าGAT  PAT ในปีพศ.2553ทำให้เกิดข้อสอบ GAT  PAT  เป็นครั้งแรก

หลังจากมีการเปลี่ยนระบบการสอบระดับชาติเป็นชื่อ GAT  PAT อย่างต็มตัวแล้วนั้น ในระยะแรกการสอบ GAT  PAT นั้นมีถึง3ครั้งด้วยกัน คือเดือนกรกฎาคม ตุลาคม และเดือนมีนาคม  แต่เนื่องจากการออกข้อสอบมากเกินไป  ต่อมาจึงลดการสอบเหลือแค่ 2ครั้ง  และเหตุผลที่ว่าทำไมต้องมีการสอบ2 อย่างคือ GAT  และ PAT ก็คือข้อสอบต้องการวัดผล 2 อย่าง คือ GAT  วัดความถนัดทั่วไป ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องสอบ และ  PAT คือข้อสอบที่วัดความถนัดเฉพาะทาง ซึ่งนักเรียนจะเลือกสอบกี่  PAT ก็ได้จากจำนวนทั้งหมด 6 PAT
2.การเตรียมตัวสอบ GAT  PAT
       วิธีการเตรียมตัวสอบ GAT  PAT นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  เพราะถ้าเรามีความพร้อมมากเท่าไหร่  เส้นทางในการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยก็มีมากขึ้นเท่านั้น  เราจึงควรมีวิธีการเตรียมตัวง่ายๆด้วยตนเองดังนี้
          1.เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ  ควรกำหนดการอ่านหนังสือ  กำหนดวิชาที่สอบในทุกๆวัน ซึ่งเราตองมีวินัยในการอ่านหนังสือด้วย  ไม่ใช่ทำตอนที่จำเป็น
          2.ทำความเข้าใจต่อข้อสอบ  แนวข้อสอบ  ระดับความยากง่าย  ทำข้อสอบให้ได้หลายๆแนว  หาความรู้ให้กว้างขึ้น  ทำความคุ้นเคยกับข้อสอบ  เพราะจะลดความตื่นต้นและความประหม่าได้มาก  เมื่อไปอยู่ในห้อสอบจะได้ทำข้อสอบได้เป็นธรรมชาติ
          3.เปลี่ยนจากการทำข้อสอบเรื่อยๆแล้วใช้เวลาเข้ามาในการทำข้อสอบเพื่อจะได้ไม่มีความกังวลในเรื่องของเวลา  และจะได้วางแผนการทำข้อสอบได้ถูกต้อง
          4.ติดตามข่าวการติวฟรี  เช่น มาม่า  เปปทีน  จัดขึ้นเพราะเราจะได้เทคนิคเล็กน้อยๆ ที่เรามักจะมองข้ามไป  และการติวฟรีประเภทนี้จะเกิดขึ้นทุกปี ทำให้มีความคุ้นเคยในข้อสอบแต่ละปี
          5.การหาข้อสอบในปีที่ผ่านมามาทำ  เพื่อให้รู้ถึงความยากง่าย และข้อสอบซ้ำๆที่นำมาออกข้อสอบอีกครั้งหนึ่ง


3.เทคนิคการทำข้อสอบ GAT  PAT
          1.เทคนิคการทำข้อสอบ GAT 
       1.ควรใช้ปากกาเน้นข้อความ  เน้นข้อความสำคัญ  ซึ่งทำให้เราหาความสัมพันธ์  และเชื่อมโยงในแต่ละประโยคให้ง่ายขึ้น
          2.ห้ามคิดนอกกรอบ  เพราะอาจจะทำให้คิดออกไปจากสิ่งที่โจทย์ต้องการได้
          3.เราสามารถฝนคำตอบสลับตำแหน่งได้โดยไม่ต้องเรียงตามอักษร
          4.หากข้อสอบมี3คำตอบ แต่ถ้าเลือกและตอบถูก 2 คำตอบ ผิด 1 คำตอบ เราตอบถูก 2 ข้อ ได้ 6คะแนน ต่อให้ผิด 1 ข้อก็ยังโดนหัก 3 คะแนน และเหลือเพียง 3 คะแนนเท่านั้น ดั้งนั้นเราควรไตร่ตรองให้ดี  และฝึกเชื่อมโยงข้องความต่างๆตามแนวข้อสอบ GAT
          5.หากทำข้อสอบไม่ทัน  เราควรตอบคำตอบลงไปดีกว่าเสีย 3 คะแนนเปล่าๆ
         
2.เทคนิคการทำข้อสอบ PAT
       2.1เทคนิคการทำข้อสอบ PAT1
          1.ข้อสอบที่เน้นนิยาม เช่น เซต,ตรรกศาสตร์,สถิติ และการกำหนดเชิงเส้น ข้อสอบประเภทนี้ต้องเน้นการทำเรื่องนิยามให้แม่น และการฝึกการทำโจทย์ย่อยๆ  ข้อสอบมักออกซ้ำๆ เราจึงควรเก็บคะแนนในส่วนนี้ให้มากที่สุด
          2.ข้อสอสบที่เน้นการทำโจทย์ เช่น จำนวนจริง,ความน่าจะเป็น,เอกโพเนนเชียล แลพลอกกาลิทึม ถ้าเจอข้อสอบแบบนี้ต้องเน้นประสบการณ์การทำโจทย์ ถ้าฝึกการทำโจทย์มาพอสมควร เราก็จะจับหลักในการทำได้เพราะข้อสอบมีหลายแนวทาง  และหลายรูปแบบ
          3.ข้อสอบที่เน้นการคิด เช่นลำดับอนุกรม เช่นลำดับอนุกรม,ตรีโกณมิติ และจำนวนเชิงซ้อน  ข้อสอบแบบนี้จะเป็นข้อสอบที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ  มีความยากและต้องอาศัยประสบการณ์เป็นอย่างมาก
          ข้อสอบ PAT1 นั้นมีทั้งหมด 50 ข้อ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการทำ ซึ่งถือว่าน้อยมากเราจึงต้องทำข้อสอบที่เราทำได้ก่อน  และเราควรอ่านคำชี้แจงทุกครั้ง  เพราะอาจมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่เราต้องปฏิบัติ
          2.2เทคนิคการทำข้อสอบ PAT2
                   1.โลก อวกาศ และดาราศาสตร์ ข้อสอบประเภทนี้เป็นข้อสอบที่ง่ายที่สุดในบรรดาข้อสอบทั้งหมด เพราะข้อสอบออกเพียงเนื้อหาพื้นฐาน ประกอบด้วยเนื้อหาที่แคบ จึงควรทำข้อสอบนี้เป็นอันดับหนึ่ง
          2.ชีววิทยา เป็นข้อสอบที่อาศัยการวิเคราะห์ และการจำ จ้าเราจำได้เราก็สามรถที่จะทำได้โดยไม่ต้องอาศัยการคำนวณหรือการคิด
          3.ฟิสิกส์ เป็นข้อสอบที่ใช้ในการวิเคราะห์  และคำนวณเป็นอย่างมาก เราต้องทำในส่วนที่เราทำได้ก่อนเพราะบางข้อต้องใช้เวลาในการคิดนาน และต้องนำหลายๆจุดมาพิจารณา
          4.เคมี  เป็นข้อสอบที่ยากที่สุด เราจึงควรทำในลำดับสุดท้าย ที่บอกว่ายากที่สุดเพราะวิชาเคมีเป็นวิชาที่รวบรวมการวิเคราะห์ไว้คู่กับการคำนวณ อีกทั้งต้องอาศัยเวลาในการทำมาก เหมือนจะนำชีววิทยามารวมกับฟิสิกส์เลยที่เดียว
          GAT  PAT เป็นการสอบที่สำคัญซึ่งมันหมายถึงชีวิตของเรา  และต้องบอกว่า GAT  PAT จะเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับเราหากเรามีการเตรีบยมตัวที่ดีและมีวิธีการที่ถูกต้อง  สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราก้าวล้ำหน้ากว่าคนอื่น  อย่าคิดว่าวันนี้มันเร็วไปสำหรับการเตรียมตัวสอบ GAT  PAT เพราะถ้าเราไม่เตรียมตัววันนี้แล้วเราจะไปสู่ความสำเร็จของเราได้อย่างไร  เพียงแค่เราต้องตั้งใจและเห็นความสำคัญสักนิด GAT  PAT ที่ทุกคนว่ายากก็จะกลายเป็นเรื่องจิ๋วๆได้
                                                                                                             ผู้จัดทำ
                                                                                                 นายอาคม  นพกร เลขที่ 8

 ที่มา
อาจารย์อู๋.  (2556)  พิชิต GAT  ฉบับแพนด้า.  พิมพ์ครั้งที่3.  อุบลราชธานี :
ภาราดาบุ๊ค.
อาจารย์อู๋.  (2556)  GAT มหาสนุก.  พิมพ์ครั้งที่1.  กรุงเทพมหานคร :
ภารดาบุ๊ค                                                                                          
อาจารย์อู๋.  (2556)  รู้ทัน GAT  PAT.  พิมพ์ครั้งที่2.  อุบลราชธานี :
ภาราดาบุ๊ค
ดร.กิตติ์ จิรติกุล.  (2555)  เก็งข้อสอบ GAT อังกฤษ.  พิมพ์ครั้งที่1.  กรุงเทพมหานคร  :  บุ๊คเฟิส์ท
อ.ป้อม.  GAT PAT สำคัญไฉน.  ออนไลน์  เข้าถึงได้จาก : http:www.krupom.sbp.ac.th.(24/ตค. 56)
อ.พิสนท์.  การเตรียมตัวสอบ GAT PAT.  ออนไลน์  .เข้าถึงได้  จาก : http:www.enn.co.th.(24/ตค./56)




เส้นทางคนหัวหมอ(ฟัน)

       “โอ๊ย! แม่ครับปวดฟัน”
       “แม่ครับปวดฟันจะตายอยู่แล้ว ฮือๆ”
       อีกสารพัดคำพูดที่ใครหลายคนคงต้องเคยได้ยินหรือประสบด้วยตัวเองในยามที่ปวดฟัน และคนที่พ่อแม่พาเราไปหาเวลาที่ปวดฟัน เขาคนนั้นเป็นใครกัน คงมีไม่กี่อาชีพหรอกที่เราต้องอ้าปากให้เขา งัดๆ แงะๆ เขี่ยๆ และอาชีพนั้นก็คือ “ทันตแพทย์” แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่ากว่าจะเป้นทันตแพทย์ได้นั้นต้องพบเจออะไรบ้าง ต้องฟันฝ่าอุปสรรคอะไรบ้าง เดี๋ยวจะได้ศึกษาในบทความต่อไปนี้

1. แนะนำอาชีพทันตแพทย์
       ทันตแพทย์ (Dentist) หรือที่เรียกกันว่าแบบคลาสสิกเลยก็คือ “หมอฟัน” เป็นหมอที่มีหน้าที่รักษาและทำงานเกี่ยวกับช่องปากของคน งานที่ว่าเริ่มตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยโรค วางแผนรักษา หากไม่ต้องถึงขั้นรักษาก็จะเป็นลักษณะงานเพื่อฟื้นฟูสุขภาพช่องปากของคนไข้ให้ดีขึ้น การจะประกอบอาชีพนี้ได้ต้องมีใบประกอบวิชาชีพหรือใบประกอบโรคศิลป์รับรอง เพราะเป็นอาชีพที่มีชีวิตของคนเป็นเดิมพัน ทำไม่ดี ทำไม่เป็น คนไข้อาจพิกาจหรือเสี่ยงถึงชีวิตได้
       หนทางของอาชีพในฝัน “ทันตแพทย์” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เข้าใจว่าง่ายกว่าแพทย์ที่รักษาทั่วไป) ความจริงแล้วกว่าจะเข้าเรียนคณะทันตแพทยศาสตร์ได้ต้องเก่งจริงๆ เพราะแค่เข้าก็ยากมากแล้ว และถ้าลองไปเรียนจริงๆ ยากกว่าเดิมอีกสิบเท่า ต้องทดทนกันถึง 6 ปี ย้ำนะครับว่า 6 ปี! ไม่ใช่ 4 ปี หลายคนมาครึ่งทางแล้วถอดใจก็มี แถมจบแล้วต้องใช้ทุนอีก 3 ปี ก็ใช้เวลร่วมๆ 10 ปี เชียวกว่าจะเป็นหมอฟันได้อย่างที่ฝัน ชีวิตการทำงานก้ต้องเจอแต่สิ่งที่ไม่สวยงาม ไม่สนุกเหมือนอาชีพอื่นด้วยสิ
2. เส้นทางสู้รั้วมหาลัย
      จากสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยทั้งของภาครัฐ 78 แห่ง และของภาคเอกชน 60 แห่ง มีเพียง 10 แห่ง เท่านั้นที่เปิดสอนหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาทันตแพทยศาสตร์ ได้แก่
       1.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล
       2.คณะทันตแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       3.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร
       4.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น
       5.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       6.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
       7.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
       8.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยพะเยา
       9.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต
       10.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
       ซึ่งมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนก็มีทั้งมหาวิทยาลัยของภาครัฐและภาคเอกชน หลักสูตรและวิธีการสอนในมหาวิทยาลัยก็ไม่แตกต่างกันเท่าไร แต่จะแตกต่างกันที่ค่าเทอม เพราะในมหาวิทยาลัยของภาคเอกชนจะมีค่าเทอมสูงกว่าภาครัฐหลายเท่า ส่วนการที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยก็มีหลายช่องทาง ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยของรัฐจะเปิดรับนักศึกษา 3 ช่องทางคือ รอบรับตรง รอบ กสพท. และก็รอบแอดมิดชั่น
       • รอบ กสพท.  ทุกคนคงคุ้นหูคำว่า กสพท. และสรรพคุณความโหดในการสอบเข้ากันมามากแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักว่า กสพท. คืออะไร สำคัญยังไง ต้องมาทำความรู้จักกันหน่อยแล้ว
       กสพท. เป็นวิธีรับตรงแบบหนึ่งที่ฮอตมาก คนที่อยากเป็นหมอและหมอฟันมักจะลงมาแข่งกันในสนามนี้ ถ้าเตรียมตัวมาดีจะได้เปรียบสุดๆ เพราะการสอบบางส่วนจะสอบก่อนแอดมิดชั่นกลางและไม่มีโอกาสแก้ตัว ดังนั้นต้องอาศัยความรับผิดชอบและการแบ่งเวลาในการอ่านหนังสือเอง ที่สำคัญคือ กสพท. ยังเป็นสนามหลักของการคัดเลือกเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์



       กสพท. มาจากชื่อกลุ่มที่ว่า “กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย” ก่อตั้งขึ้นมา 20 กว่าปีที่แล้ว สมัยก่อนมีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัย หรือเป็นที่รวบรวมงานวิชาการต่างๆ ในวงการแพทย์และสาธารณสุข แต่เพิ่งมาเป็นที่คุ้นหูมากขึ้นในช่วงหลังๆนี้เอง เพราะได้เปลี่ยนระบบจากเอ็นทรานซ์เป็นแอดมิชชั่นกลาง คณะแพทยศาสตร์ก็เลยเปลี่ยนมารับผ่าน กสพท. แทน เริ่มแรกมีคณะแพทยศาสตร์จำนวน 12 สถาบัน ไร้วี่แววของคณะทันตแพทยศาสตร์ จนกระทั่งปี 51 คณะทันตแพทยศาสตร์ของจุฬาฯและมหิดล ได้ประเดิมเข้าร่วมเป็นสถาบันแรกๆ ต่อมาสถาบันอื่นก็ตบเท้าเข้าร่วมด้วย จนกระทั่งมี 5 สถาบัน คือ          
       1.คณะทันตแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       2.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล
       3.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       4.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
       5.คณะทันตแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
       ในการสอบ กสพท. นั้นจะใช้คะแนน 2 ส่วนด้วยกัน คือ คะแนนที่มาจากการสอบวิชาเฉพาะแพทย์ ซึ่งจัดสอบโดย กสพท.ข้อสอบวิชาเฉพาะแพทย์ที่กลัวนักกลัวหนานั้นคิดเป็นสัดส่วนแค่ 30% แต่ก็เป็นหน่วยวิชาที่ทั้งฉุดขึ้นฉุดลงได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ หลายคนก็เลือกลุยวิชานี้เต็มที่ ส่วนคะแนนอีกส่วนหนึ่งมาจากการสอบวิชาสามัญ จัดสอบโดย สทศ. มันน่าลุ้นตรงข้อสอบวิชาสามัญนี่แหละ ที่มีสัดส่วนถึง 70% เมื่อนำมาคำนวณคะแนน จะคิดสัดส่วนในแต่ละกลุ่มสาระวิชา ดังนี้ วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) 40%, คณิตศาสตร์ 20%, ภาษาอังกฤษ 20%, ภาษาไทย 10% และสังคมศึกษา 10% แต่ยังมีการสอบอีกอย่างหนึ่งที่มีผลต่อรอบ กสพท. คือ การสอบ O-NET ซึ่งจัดสอบโดย สทศ. เป็นข้อสอบที่คุ้ยเคยกันมาหลายรุ่น เพราะสอบกันมานานนม ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับหมวดวิชาที่ต้องสอบมีทั้งหมด 8 วิชา แต่แบ่งออกเป็น 6 ฉบับ คะแนนรวม 300 คะแนน สำหรับผู้ที่จะเรียนทันตะแพทย์ต้องทำคะแนนรวมให้ได้ 60% ถ้าไม่ถึง 60% ล่ะ? ถึงแม้จะทำคะแนนเฉพาะแพทย์และวิชาสามัญมาเลอเลิศขนาดไหน แต่ถ้า O-NET ไม่ถึง 60% จะถูกตัดจากกอง กสพท.   
     

       • รับตรง/โควตา/รับตรงพิเศษ เป็นรูปแบบการรับที่ออกประกาศและดำเนินการาคัดเลือกโดยมหาลัยหรือคณะนั้นๆ เป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด ทั้งข้อสอบ การจัดสอบ การสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย ฯลฯ แต่ละสถาบันก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน ส่วนความเคี่ยวน่าจะไม่ต่างกันมาก
       มหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไม่ได้เข้าร่วม กสพท. ก็อาจจัดรับตรงหรือโควตาพิเศษเฉพาะของตัวเอง เพื่อคัดเลือกเด็กตามที่ต้องการนึกเอาง่ายๆก็คือ มหาวิทยาลัย 5 แห่ง ได้จัดที่นั่งไว้สำหรับเด็กที่มาจากการคัดเลือกผ่าน กสพท. ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นก็จัดสอบตรง คัดเลือกด้วยตนเองนั่นเอง
        • แอดมิชชั่นกลาง ทางเลือกสุดท้ายของเด็ก ม.6 ความจริงที่สุดแสนจะรันทด เพราะรับตรงก็ไปแล้ว โควตาก็ไปแล้ว กสพท. ก็แล้ว ดังนั้น นี่เป็นสนามสุดท้ายแล้วจริงๆ ที่นั่งในรอบแอดมิชชั่นกลางมีค่อนข้างน้อย เพราะทางกลุ่ม กสพท. และมหาวิทยาลัยต่างๆ พยายามรับตรงเองเพื่อให้ได้มาตรฐานและคนเก่งๆเข้าเรียน แม้จำนวนที่รับจะน้อย แต่ก็เป็นความหวังของหลายๆคนให้ได้ฮึดกันอีกรอบ ซึ่งโค้งสุดท้ายนี้สิ่งที่ต้องฟิตให้มากๆคือ O-NET, GAT/PAT ทำให้ได้มากที่สุด เกรดต้องดี สรุปคือต้องทำให้ดีทั้งหมด เพราะต้องนำมาคำนวณเป็นคะแนนขั้นสุดท้าย
       ขั้นตอนในการคัดเลือกผ่านระบบแอดมิชชั่นกลาง จะเข้มข้นตอนเมษายน เพราะเป็นช่วงเลือกคณะ เรียกได้ว่าช่วงนี้ไมเกรนขึ้นกันแทบทุกคน แต่ไม่ต้องกังวล เพราะถ้ามีเคล็ดลับในการเลือกคณะดีๆ ก็แอดฯ ติดทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งองค์ประกอบและค่าน้ำหนักคะแนนของคณะทันตแพทยศาสตร์ในระบบแอดมิชชั่น
กลางมีดังนี้
       GPAX คือ เกรดเฉลี่ยสะสม 6 เทอม ทุกกลุ่มสาระวิชา 20%
       O-NET คือ การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน 30%
       GAT คือ ความถนัดทั่วไป 30%
       PAT คือ ความถนัดทางวิชาชีพ ซึ่งทันตแพทยศาสตร์จะสอบ PAT2 คือ ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ 20%





3.ต้องเจออะไรในระหว่างเรียน
       คณะทันตแพทยศาสตร์ (Dentistry) เป็นคณะที่เรียนเกี่ยวกับการรักษาฟันและอวัยวะภายในช่องปาก โดยจะต้องเรียนตั้งแต่เบื้องต้นคือรู้จักกับอวัยวะภายในช่องปาก โรคเกี่ยวกับช่องปาก ไปจนถึงขั้นแอดวานซ์ ที่จะต้องลงมือรักษาคนไข้จริงๆตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เรียกได้ว่าเป็นศาสตร์เฉพาะด้าน ต้องใช้เวลาบ่มเพาะกันหลายปี สำหรับนักศึกษา 6 ปี จะต้องเรียนอะไรบ้าง จะบอกคร่าวๆ ดังนี้
       ชั้นปีที่ 1 เข้ามาเป็นน้องใหม่ก็ต้องมีกิจกรรมของคณะบ้าง ของมหาลัยบ้าง ทำให้การเรียนยังไม่หนักมาก โดยรวมยังเป็นพื้นฐานทั่วไป เช่น ภาษาอังกฤษและหมวดวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ที่น้องมีพื้นฐานกันมาอยู่แล้วทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แต่อาจลงลึกกันอีกนิดหนึ่ง สอบก็โหดขึ้นกว่า ม.ปลาย แน่นอนใครมีพื้นฐานแน่นปึ๊กมาอยู่แล้วก็หวานหมูไป แต่ถ้าใครส่งคืนคุณครูไปแล้ว ก็ต้องเตรียมตัวทบทวนกันใหม่ (บางหลักสูตรแจ็กพอตแตก มีคณิตศาสตร์มาแจมด้วย)
       นอกจากนี้จะมีวิชาในกลุ่มอื่นๆให้เลือกเรียนด้วยในหมวดนี้เรียกว่า หมวดวิชาเสรี แล้วแต่หลักสูตรของแต่ละมหาลัย ว่าจะมีอะไรให้เลือกเรียนกันบ้าง สรุปว่าปี 1 ยังเป็นปีที่แสนชิวสบายอยู่
       ชั้นปีที่ 2-3 ในช่วงนี้เราจะเริ่มรู้ตัวแล้วว่ามาเรียนคณะอะไร แล้วชีวิตต่อไปจะเป็นอย่างไร ในช่วงนี้จะเรียกว่า “พรีคลินิก” (Pre-Clinic) ลงหนักในเรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์มากขึ้น เช่น กายวิภาคศาสตร์ ชีวเคมีการแพทย์ แว่วๆมาว่าเรียนเหมือนแพทยศาสตร์ เรียนพร้อมว่าที่แพทย์ทุกคน และตัดเกรดพร้อมกันด้วย!! บางวิชาก็เป็นวิทยาศาสตร์ที่ปรับให้เหมาะกับทันตแพทย์มากขึ้น เช่น พยาธิวิทยาสำหรับนักศึกษาทันตแพทย์ เภสัชวิยาสำหรับนักศึกษาทันตแพทย์ เป็นต้น
       นอกจากจะเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว ในชั้นพรีคลินิก น้องๆจะได้เรียนวิชาที่เป็นสายอาชีพของตัวเองมากขึ้น ทั้งเรื่องของระบบช่องปาก โรคในช่องปาก การทำฟันเทียม และอื่นๆอีกมาย รวมทั้งจะได้ทำความรู้จักกับแล็บปราบเซียน แต่อย่างที่บอกนั่นแหระว่าเป็นแค่ชั้นพรีคลิกนิก เรื่องที่เรียนส่วนใหญ่ก็ยังแค่เป็นระดับเบื้องต้น เป็นการปูพื้นเบื้องต้นสู่ชั้น “คลินิก”
       ชั้นปีที่ 4-6 ช่วง 3 ปีนี้เรียกว่าชั้น “คลินิก” (Clinic) ในช่วงปี 4 ยังคงเรียนในห้องแลกเชอร์และมีแล็บเหมือนปีที่ผ่านมา อาจมีลงคลินิกบ้างแต่ก็ไม่มากนักเพราะบางวิชาเพิ่งเรียนปี 4
     

        การเรียนในชั้นคลินิกจะหนักสุดตอนปี 5 เกือบจะได้เป็นหมอฟันเต็มตัวแล้วเพราะต้องลงมือปฏิบัติกับคนไข้จริงๆ และต้องทำให้เป็นทุกอย่าง ซึ่งจะต้องเอาวิชาความรู้ทั้งหมดที่เรียนมารักษากับคนไข้จริงๆ ถ้าทำไม่ครบเคสที่กำหนดหรือทำออกมาแล้วนไข้ไม่ปลื้มก็เรียนไม่จบ ซึ่งชีวิตคนไข้จะสำคัญกับเรามากๆ ช่วงนี้นักศึกษาทันตแพทย์จะหันมาง้อคนไข้มากกว่าง้อแฟนอีก
       เรียนมาตั้ง 6 ปีแล้ว ยังเป็นหมอไม่ได้ ต้องไปใช้ทุนตามที่ได้สัญญากันตอนปี 1 ถ้าไม่ใช้ทุนก็ต้องชดเชยเป็นเงินมูลค่าหลักแสน และที่สำคัญมากๆถ้าจะจบมาเป็นทันตแพทย์ได้จริงๆ ต้องสอบใบประกอบวิชาชีพทันตกรรมให้ผ่านก่อน โดยจะต้องสอบถึง 2 ครั้ง คือในช่วงปี 2 และปี 5 สอบไม่ผ่านก็ต้องสอบจนกว่าจะผ่าน ถึงจะมีสิทธิ์เป็นทันตแพทย์


4.จบแล้วไปไหนต่อ  
       สำหรับนักศึกษาคณะอื่น เมื่อเรียนจบก็คงวิ่งหน้าตั้งเอาทรานสคลิปต์ไปยื่นสมัครงานที่ตัวเองรัก แต่สำหรับชาวทันตะฯแล้ว เรียนจบออกไม่ต้องคิดอะไรมาก จบหมอฟัน ออกมาก็ต้องเป็นหมอฟัน ตัวเลือกไม่เยอะ แต่กว่าจะเป็นได้จริงๆ มันมีขั้นตอนซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่านั้น ซึ่งมีทางเลือกหลังจบ ดังนี้
       1.จบแล้วใช้ทุน ทำตามคำมั่นสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จะไปที่ไหน จังหวัดไหน งานนี้ต้องไปลุ้นต่อกันเอง การใช้ทุนคือ การทำงานให้กับราชการ ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอฟัน ถ้าใครชอบสอนหนังสือก็เป็นอาจารย์ตามมหาลัยหรือวิทยาลัยสาธารณสุขได้ สำหรับเวลาใช้ทุนทั้งหมด 3 ปีได้ทั้งประสบการณ์ได้ทั้งเรื่องประทับใจต่างๆเพียบ ระหว่างนี้ถ้าสนใจเรียนต่อ ก็สารมารถ ก็สามารถทำเรื่องขอลาได้ด้วย แต่ถ้าไม่อยากเรียน ก็ออกมาทำงานได้
       2.จบแล้วทำคลินิกเอกชน ถ้าไม่ใช่ทุน อาจด้วยเหตุผลว่าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน หรือบ้านมีตังค์เลยใช้คืนรัฐ 400,000 บาทแบบชิวๆ ก็ลงมือทำงานได้เลยและถ้าอยากเรียนต่อ ก็ต้องทำงานต่ออย่างน้อย 1 ปี
       3.จบแล้วเรียนต่อ การศึกษาไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าอย่างเก่งกว่านี้ หรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อกันไป ซึ่งการเรียนต่อของสายทันตะฯ มีหลายประเภททั้งต่อ ป.โทร หรือเรียนต่อเฉพาะทาง



       4.จบแล้วทำงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่หมอฟัน ถ้าคิดว่าเรียนมาตั้ง 6 ปี แล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็จ่ายเงินชดเชย 400,000 บาท ก็ออกมาประกวดเดอะสตาร์ก็ได้ไม่ว่ากัน


       อาชีพทันตแพทย์ ทุกคนก็คงจะรู้ว่าต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาก ต้องเรียนหนัก ต้องทนต่อแรงกดดัน เพราะเป็นอาชีพที่มีคนเป็นเดิมพัน ดังนั้น ถ้าหากจะตัดสินใจเรียนก็ต้องสำรวจตัวเองอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คิดเพียงว่า เรียนเพื่อตามใจพ่อแม่ เรียนเพื่อหวังจะได้เงินเยอะ ต้องเห็นประโยชน์ของคนอื่นมากกว่าประโยชน์ของตนเอง ต้องทำงานให้สมเกียรติ สมหน้าที่ 
                                                                           

                                                                                                                                                                                                 ผู้จัดทำ
                                                                                                                                                                                    นายฟาซอล โต๊ะเส็น เลขที่ 5 ม.5/1


      


    
บรรณานุกรม


ทีมงานเว็บไซต์เด็กดีดอทคอม.  2555.  เส้นทางหลักสู่คณะทันตแพทยศาสตร์. 
กรุงเทพมหานคร : เด็กดีพับลิซชิ่ง
ธิตินนท์ จงตั้งปิติ.  2555.  6 ปี ในคณะทันตแพทย์.  นนทบุรี : บายยัวร์เซลฟ์
จินตนา สุนทรวัฒน์.  แนะนำอาชีพทันแพทย์.  (2554).  [ออนไลน์]. 
       เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com สืบค้น 4 พฤศจิกายน 2556
Tutorsom.  ทันตะแพทย์จบแล้วทำงานอะไร.  (2555).  [ออนไลน์].
       เข้าถึงได้จาก :  http://blog.eduzones.com สืบค้น 4 พฤศจิกายน 2556
ธรณ์เทพ อุปถัมภ์.  นักศึกษาทันตแพทย์.  สัมภาษณ์,25 พฤศจิกายน 2556










               


About this blog

Research & Knowledge Formation

Blog Archive