แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา แสดงบทความทั้งหมด



หนทางสร้างสุข

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าความสำเร็จ และความสุขคือยอดปรารถนา เพราะทุกวันนี้คนทุกเพศทุกวัยต่างมุ่งหวังและพยายามเพื่อให้ไดมาซึ่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน  ขอให้สอบผ่านขอให้สอบได้ เรื่องการงาน ขอให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ขอให้เงินเดือนขึ้น มีโบนัส มั่งคั่งร่ำรวย ไม่เว้นแม้กระทั่งความรัก ที่หลายๆคน ถึงกับต้องบนบานศาลกล่าวเพื่อให้ตนเองสมหวัง แต่มีใครเคยย้อนคิดบ้างไหม ว่าสิ่งเหล่านั้น วันนี้ได้มา พรุ่งนี้อาจเสียไป ไม่จีรังยั่งยืน ในทางกลับกัน ความสุขกลับเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ต้องแสวงหาแลกมาเหมือนกับความสำเร็จ แต่ทว่าจะต้องค้นหาให้พบจากภายในเพื่อให้รู้ว่า ต่อมสุขใจของตนอยู่ที่ใดความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงไหน


ความสุขคืออะไร
                ถ้าลองสุ่มตัวอย่างสอบถามผู้คนที่อยู่  ณ ที่แห่งนี้ ว่าความสุข ของพวกเขาคืออะไร ซึ่งเป็นที่แน่นอนสำหรับคำตอบที่ได้มานั้น ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง หรืออาจจะคล้ายคลึงกันบ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมด เนื่องจากคนเรานั้นมีความพอใจไม่เหมือนกัน บางคนคิดว่าความสุขของเขาคือ การได้อยู่บ้านหลังงามหรูหราใหญ่โต หรือการที่มีรถคันงามราคาเรือนล้านไว้ใช้ หรือไว้อวด การมีเงินที่ใช้จ่ายอย่างไรก็ไม่หมด สามรถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้ หรือการประสบความสำเร็จทางด้านการงานได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น มีเงินเดือนเพิ่มขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกใช้อย่างครบครัน มีของแพงของแบรนด์เนมใช้ หรืออื่นๆอีกมากมาย  ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้นั้นแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นคือความสำเร็จมากกว่า กลับไม่ใช่ความสุขที่เป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ต้องเสาะแสวงหาแลกมาเหมือนกับความสำเร็จ มีใครเคยคิดไหมว่า สิ่งเหล่านั้น วันนี้ได้มาพรุ่งนี้อาจเสียไป ไม่จีรังยั่งยืน

ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และพากันแสวงหาด้วยวิธีการต่างๆ ตามแต่ระดับสติปัญญาที่จะอำนวยให้ได้ แต่ถ้าระดับสติและปัญญาอ่อนลงมากเท่าไร การแสวงหาความสุขนั้นก็ย่อมจะพาความทุกข์พ่วงเข้ามาด้วยมากเท่านั้นเพราะแท้จริงแล้วความสุขนั้นขึ้นอยู่กับความคิด

คิดอย่างไรให้พอใจในสิ่งที่ตนมี
                ทุกวันนี้เรามี social network ที่ทำให้รู้สึกเหมือนทุกนอยู่ใกล้กัน เราจะทำอะไร อยู่ที่ไหน เรียกได้ว่าทุกนจะเห็นชีวิตของเราได้หมด บางคนซื้อเครื่องสำอางคอลเลคชั่นใหม่มา  บางคนซื้อกระเป๋าแพงๆใบใหม่ หรือบางคนไปกินอาหารในร้านชื่อดัง หรูหรา คนทั้งโลกก็รู้ เพียงแค่ลงภาพใน social network ยิ่งพอคนเราเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็จะคิดเปรียบเทียบกับตนเอง ทำให้คนที่อยากได้อยากมี อยากเป็นแบบคนอื่น อยากสวย อยากรวย อยากเก่ง เมื่อเรารู้สึกแบบนี้ เราก็จะดูถูกตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และไม่พอใจในสิ่งที่เรามีนั่นเอง โดยวิธีคิดให้พอใจในสิ่งที่ตนมี มีดังนี้ เช่น
1.อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
                                เราควรทำใจกับสิ่งที่เรามี ง่ายกว่าการทำใจรับกับสิ่งที่เราอยากได้ เราจะมีความสุข ถ้าเรามองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี มองถึงข้อดีข้อเสียของสิ่งนั้น เช่น กระเป๋าที่เรามีอยู่เริ่มเก่าไม่ทันสมัยแล้ว เห็นเพื่อนซื้อกระเป๋าใหม่เราก็อยากได้บ้าง ถ้าคิดอย่างนี้เราจะยิ่งอยากได้มากขึ้น ลองเปลี่ยนวิธีการคิดเป็นกระเป๋าใบนี้ดีไซน์สวยนะใช้ไปก่อน  เพราะแบบนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้แล้ว กระเป๋าหรือใบนี้คุณพ่อซื้อให้นะ เป็นต้น
                2.อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
                                อย่ามองคนอื่นที่เขามีมากกว่าเรา อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จะทำให้เราไม่มีความสุขในชีวิต อย่ามัวแต่คิดว่า คนอื่นมีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ ทำไมเราไม่ได้ซื้อบ้าง คิดแบบนี้เราเองจะเหนื่อยเปล่า แถมยังมีความริษยาเกิดขึ้นในใจอีก ถ้าเราลองมองคนที่แย่กว่าเรา อย่างคนที่ต้องทำงานก่อสร้าง ตากแดดทั้งวัน เงินที่ได้มาแค่ซื้อข้าวก็หมด เราโชคดีขนาดไหนที่มีเงินซื้อข้าวกินแบบไม่ต้องเดือดร้อน แถมยังเอาเงินไปซื้อของที่อยากได้อย่างสบายใจอีก
                3.มีความสุขกับปัจจุบัน
                                ลองคิดดูว่าเราโชคดีแค่ไหนที่เกิดมา มีขนาดนี้ มีพ่อแม่ครอบครัวที่อบอุ่น เราเกิดมาไม่ต้องลำบาก มีเงินพอใช้ ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ มีเพื่อนดีๆ เรียนโรงเรียนดีๆ เท่านี้เราก็ถือได้ว่าเราโชคดี อย่างมหาศาลได้แล้ว
                4.เห็นคุณค่าของตัวเอง
                                บางคนอาจจะรู้สึกไม่พอใจว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงไม่เป็นแบบนั้น ความคิดเหล่านี้ เกิดจากการที่เรามองไม่เห็นข้อดีของตนเอง สิ่งสำคัญคือเราต้องเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อว่าตัวเราก็มีสิ่งดีๆหลายอย่างที่คนอื่นไม่มี ต้องไม่ดูถูกตนเอง แต่ให้คิดและมองคนที่แย่กว่าเราไว้ เพื่อเป็นกำลังใจให้เรามีแรงสู้ และมีแรงที่จะดำเนินชีวิตต่อไป วันนี้ทุกข์ พรุ่งนี้สุข ไม่มีอะไรยั่งยืน
               
5.อย่ารื้อฟื้นอดีต
                                เราแก้ไขอดีตไม่ได้ ถ้าเราเคยผิดพลาดมาก่อน ก็ให้อดีตเป็นตัวสอน เป็นบทเรียนที่จะคอยเตือนเราว่าครั้งต่อไป เราไม่ควรทำแบบนี้อีก อดีตต้องอยู่ส่วนอดีต ที่เราทำได้คือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตก็จะดีไปด้วย
                สรุปได้ว่า คนเราจะสุขหรือทุกข์นั้น อยู่ที่มุมมองความคิดของตัวเราเองถ้าเราคิดว่าเราไม่มีความสุข เราไม่พอใจอะไรเลยในชีวิต เราก็จะไม่มีความสุข แต่ถ้าเรามองว่าเรามีความสุขกับชีวิต ณ ตอนนี้ จิตใจเราก็จะเป็นสุขไม่รุ่มร้อนไปด้วยความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น ในชีวิตจริงเคยเจออยู่คนหนึ่ง ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมีเลย เห็นคนอื่นมีอะไรก็อยากมีด้วยทุกอย่าง จนลืมไปว่าตัวเองมีแม่อยู่คนเดียว แม่ก็ดิ้นรนหาเงินเพื่อมาให้เขาใช้เพื่อให้ลูกมีเหมือนคนอื่นเขา อยากให้ลองคิดทบทวนดูว่า เรายังทำงานหาเงินเองไม่ได้ ยังต้องขอเงินพ่อแม่อยู่เลย ลองนึกดูสิว่า เวลาที่เราอยากได้อะไร แล้วท่านต้องเหนื่อยขนาดไหนกว่าจะหาเงินมาให้เราใช้แต่ละบาท แต่ละสตางค์ เวลาที่เราอยากได้อะไรมากๆ ลองเดินหนีมันไปสักพัก แล้วความอยากนั้นมันจะลดลงเอง



ความสุขหายไปไหน
                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มียักษ์ตนหนึ่ง เห็นมนุษย์ในโลกมีความสุขกันถ้วนหน้า ยักษ์ตนนั้นก็เกิดความอิจฉาขึ้น จึงวางแผนว่าเมื่อมนุษย์หลับจะต้องไปขโมยต่อมสุขใจมาให้ได้ หลังจากขโมยมาแล้วยักษ์ตนนั้นก็ปรึกษาเพื่อนยักษ์ว่าจะเอาไปซ่อนที่ไว้ไหนดี ถึงมนุษย์จะหาไม่เจอ เพื่อนยักษ์ต่างออกไอเดียต่างๆนานาว่า เอาไปซ่อนไว้ที่ภูเขาบ้าง ทะเลบ้าง สถานบันเทิงเริงรมย์บ้าง ในบ้านบ้าง แต่ยักษ์ที่ขโมยต่อมสุขใจนั้นไม่แน่ใจ เพราะสถานที่เหล่านั้นมนุษย์มนุษย์รู้จักดี และคงหาเจอได้ไม่ยาก แล้วในที่สุดก็จะกลับไปมีความสุขเหมือนเดิม ยักษ์ตนนั้นเค้นสมองอยู่นาน ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเอาไปซ่อนไว้ในใจของมนุษย์เองดีกว่าเพราะธรรมชาติของมนุษย์มักจะไม่สามารถถอดรหัสความสุขเพื่อเข้าไปสัมผัสกับ ความสุขที่ซ่อนเร้น      อยู่ภายในได้ แต่จะออกไปสัมผัสกับความสุขข้างนอกเสมอแต่หาท่าไหร่ก็ไม่เจอสักที
สังคมในยุคปัจจุบันก็คล้ายกับนิทานเรื่องนี้ เพาะมนุษย์ส่วนใหญ่มักจะไขว่คว้าหาความสุขจากวัตถุสิ่งภายนอกตัวโดยหวังว่าเมื่อได้ครอบครองแล้วจะทำมีความสุข แต่แล้วความสุขที่ได้รับกลับเป็นเพียงความสุขชั่วครู่ชั่วยาม หลังจากได้ครอบครองสิ่งหนึ่งแล้วก็จะไขว่คว้าหาสิ่งใหม่มาครอบครองอีก ไม่มีวันจบสิ้น
                ถ้าเราหยุดคิดสักนิดจะพบว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ภายในตัวเรา ไม่มีเงื่อนไขและไม่ต้องซื้อหา อีกประการหนึ่งคือ คนเราในยุคนี้สั่งสมความเครียด และมลพิษทางอารมณ์เอาไว้ค่อนข้างมาก เปรียบเสมือนไอน้ำที่กำลังเดือดพุ่งพล่าน อุณหภูมิสูงขึ้นทุกขณะสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นแรงดันมหาศาลที่ระเบิดตูมตามได้ทุกเมื่อ เช่น แค่ขับรถปาดหน้าหรือมองหน้ากันแวบเดียว ก็อาจเป็นกรณีถึงขั้นวิวาทถึงขั้นเข่นฆ่ากันได้ สาเหตุเช่นนี้ทำให้จิตใจของมนุษย์ขุ่นหมอง จึงค้นหาความสุขไม่เจอสักที



ความสุขกับความเครียด
                คนเราทุกวันนี้สั่งสมความเครียดเอาไว้มาก เพราะสังคมในปัจจุบันมีการแข่งขันกันในทุกๆด้าน ตั้งแต่วันที่เกิดมาจนถึงวันที่จากโลกนี้ไป ไหนจะพบแต่ความหงุดหงิด ชวนเสียอารมณ์ เริ่มตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ไหนจะเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจการเงิน ปัญหาสุขภาพ และการติดตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในปัจจุบันหรืออีกจิปาถะที่ทำให้เรายิ่งเครียดเพิ่มขึ้นทุกวัน
พวกเราเคยสังเกตบ้างไหม คนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย หรือแง่ลบที่จริงจังกับชีวิต ใจร้อน เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ นอกจากนี้คนที่มีเพื่อนสนิท มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือคนในครอบครัวที่รักใคร่อบอุ่นและไว้วางใจกัน จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่อยู่ตามลำพัง
ว่ากันว่าคนเราใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีความเครียดเลยนั้น ก็ใช่ว่าจะดีเพราะทำให้เราเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้นไม่สร้างสรรค์ในสิ่งที่ควรกระทำ อย่างเช่น การที่พวกเราตั้งใจทำงาน ยิ่งทำงานหนักมากก็ยิ่งเหนื่อยมาก เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด เพราะการทำงานที่ก้าวหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ซึ่งจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญ ความสมบูรณ์ของปากท้องของเรา ด้วยสาเหตุนี้คนส่วนใหญ่จึงตั้งใจทำงานกันจนเครียดหนัก เส้นเลือดในสมองแตก อันเป็นสาเหตุมาจากความเครียดทั้งสิ้น  เราจึงต้องหาวิธีกำจัดความเครียดอันเป็นภัยต่อสุขภาพ    และจิตใจของเราโดยใช้วิธีการง่ายๆไม่ต้องงทุนหรือเป็นวิธีการที่ยากลำบากใดๆ ดังที่กล่าวต่อไปนี้


เคล็ดลับจับความเครียด
วิธีการลดความเครียดเพื่อเพิ่มความสุข ด้วยการกระทำ มีดังนี้
1.เป็นผู้มีความกตัญญูรู้คุณ การรู้จักตอบแทนบุญคุณนั้น คือสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณกลายเป็นคนที่น่านับถือ และยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มเอมใจ และมีความสุขมากขึ้น
2.เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญทำทาน ให้ความเมตตาแก่ผู้อื่น ถือเป็นการให้ทั้งสิ้น ถ้าเรายิ่งให้เราก็ยิ่งสุขใจ   อิ่มเอมใจ     ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ควรเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมให้มาก จะทำให้สังคมเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น
                วิธีการลดความเครียดเพื่อเพิ่มความสุข ด้วยวิธีการทางจิตยา มีดังนี้
1.ใช้ดนตรีคลายดนตรีจะทำให้คุณคลายเครียด อารมณ์เยือกเย็น ใจสงบ ลองฟังเสียงนกร้อง เสียงน้ำ หรือเพลงเบาๆ แล้วหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาจะทำให้เราสดชื่นขึ้น
2.ฝึกหายใจคลายเครียด นำอากาศบริสุทธิ์เข้าไปสู่ปอดและสมองตลอดทั่วร่างกาย ก็ทำให้เราสดชื่นได้เช่นกัน
3.การพูดระบายความเครียด ลองระบายคำพูดที่คุณรู้สึกออกมา ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์เลี้ยง หรือลองปรึกษาทางโทรศัพท์กับหน่วยงานที่รับให้คำปรึกษาแล้วจะทำให้เราคลายความเครียดนั้นลงได้
4.นอนหลับให้เพียงพอ เมื่อตื่นขึ้นมาจะทำเรารู้สึกสดชื่น แล้วจะทำให้เรามีความสุขสดใสไปทั้งวัน เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย และเห็นผลที่ชัดเจนแน่นอน
ทุกวันนี้สื่อต่างๆ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของคนเป็นจำนวนมาก เฉพาะในประเทศไทย สถิติการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 3,612 คนต่อปี หรือประมาณวันละ 12 คน หรือเฉลี่ย 1 คนต่อทุกๆ 2 ชั่วโมง สาเหตุหลักของพวกเขาก็คือ การจัดการกับปัญหาไม่ได้ หาความสุขไม่เจอนั่นเอง ทำให้พวกเขาคิดฆ่าตัวตาย โดยทางพระพุทธศาสนา นั้นถือว่า เป็นกรรมหนักหนามาก เพราะเป็นการอกตัญญูต่อบิดามารดาที่ท่านเลี้ยงดูเรามา เหนื่อยยากแค่ไหนที่ทำเพื่อเรา ถ้าเราจะทำอะไรให้คิดถึงท่านให้มาก ชีวิตคนเรานั้นมีค่ายิ่งกว่าความทุกข์ใดๆทั้งสิ้น จงมองข้ามสิ่งเหล่านั้น และเตรียมสัมผัสกับความสุขจะดีกว่า
คนเราวิ่งหาความสุขทั้งชีวิต เสมือนกับการไล่จับเงา เหมือนว่าอยู่ใกล้แต่คว้ามาไม่ได้เสียที หากมีปัญญาเห็นว่า ความสุขอยู่ที่การไม่มี การไม่เป็น การพอใจในสิ่งที่ตนมี คือความสุขที่แท้จริงที่ปรากฏต่อตาอยู่ทุกขณะ เป็นความสุขที่เกิดจากภายใน

             
นางสาวเบญจลักษณ์  คงวัดใหม่    ม.5/1 เลขที่ 24

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.dek-d.com%2Ffind.php%3Fcx%3Dpartner-pub-0032393190942468%253A2972755189%26cof%3DFORID%253A10%26ie%3Dutf-8%26q%3D%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5&h=1AQGllM6g



ย้ำความจำระงับการลืม
             คุณเคยอยากจำอะไรสักอย่างโดยไม่ต้องการลืมมันหรือไม่ ใช่แล้วสิ่งต่างๆที่คุณได้เรียนรู้หรือได้เห็นมา หรือประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นอาจจะเป็นสิ่งที่คุณอยากจำมันได้ ไม่ใช่เท่าแต่ที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้นแต่การที่เราอยากจำอะไรได้อีกก็มีทั้ง เรื่องการเรียน โดยเฉพาะการจำเนื้อหา การจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ อีกทั้งเรื่องการจำรายการต่างๆเช่น รายการสินค้าที่ต้องการซื้อ ตารางนัดหมาย จำที่ตั้งของสถานที่ จำหน้าตา และชื่อบุคคล แม้กระทั่งการจำเบอร์โทรศัพท์ และเรื่องราวต่างๆที่อาจจะเกี่ยวกับบุคคลที่คุณรัก แต่บางครั้งคุณอาจจะลืมในสิ่งต่างๆที่คุณได้เรียนรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมาบ้างหรืออาจจะลืมทั้งหมด ก้อเหมือนกับว่าไม่มีการเรียนรู้เกิดขึ้น ดังนั้นเราก็จะมาทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับความจำและการลืมว่ามันคืออะไร

การจำและการลืม (Remembering and Forgetting)
                การจำนั้นก็คือ ความสามารถคงสิ่งที่เรียนรู้เอาไว้ได้ และสามารถระลึกได้ การเรียนรู้ทุกอย่างต้องมีการคงสิ่งที่เรียนมาแล้วไว้บ้าง เพราะถ้าเราลืมสิ่งที่เคยเรียนรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด1ก็เหมือนกับว่าไม่มีการเรียนรู้เกิดขึ้น การที่เราคิดและหาเหตุผลต่างๆส่วนใหญ่จะอาศัยข้อเท็จจริงที่เราจำได้ทั้งนั้น และการที่เราสามารถนำเหตุการณ์ในปัจจุบันต่อเนื่องกับในอดีตและทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตได้นั้นก็เพราะมนุษย์สามารถจำได้นั่นเอง ซึ่งการที่เราสามารถจำเหตุการณ์และประสบการณ์ต่างๆ ที่เรารับรู้มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมมาก
                การจำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ เช่นเดียวกับการรับรู้ การคิด พฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในจิตใจนี้ เป็นพฤติกรรมภายใน ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้โดยตรง
                 
           ความจำประกอบด้วย
                         1.การเรียนรู้และประสบการณ์ต่างๆเพื่อรับรู้มูลและข่าวสารต่างๆ
                         2.การเก็บ (Retention) สิ่งที่เรียนรู้และประสบการณ์ไว้
                         3.การที่สามารถระลึก (Recall) สิ่งที่เรียนรู้และประสบการณ์ไว้
                         4.การที่สามารถเลือกสิ่งที่เรียนรู้ และประสบการณ์ที่มีไว้มาใช้ได้เหมาะสมกับเวลาและสถานการณ์ต่างๆได้
วิธีช่วยจำ
                         วิธีการที่จะช่วยให้มีความจำในสิ่งที่เรียนการเรียนได้มากยิ่งขึ้นมีดังต่อไปนี้
                            1. การจัดหมวดหมู่ (Organization)
                                  การที่จะประสบผลสำเร็จในการจำได้นั้นจะต้องมีการจัดหมวดหมู่ โดยการจัดสิ่งเร้าที่จะต้องจำหลายๆอย่างให้เป็นหมวดหมู่ เช่น สิ่งที่คล้ายๆกันหรือสัมพันธ์กันก็จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรืออาจทำได้โดยการจัดแบ่งสิ่งเร้าที่จะต้องจำแกเป็นประเภทต่างๆตามคุณสมบัติที่มีร่วมกัน จากการทดลองที่ให้ผู้เรียน เรียนบทเรียน 4 บท โดยกลุ่มหนึ่งเรียนบทเรียนที่จัดไว้เป็นหมวดหมู่ ส่วนผู้เรียนอีกกลุ่มหนึ่งเรียนบทเรียนเดียวกันแต่ไม่ได้จัดไว้เป็นหมวดหมู่ แล้วทดสอบความจำปรากฏว่า กลุ่มแรกสามารถจำได้ 65 เปอร์เซ็นต์ของบทเรียนทั้งหมด ส่วนกลุ่มหลังจำได้เพียง 19 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้ อาจจัดแบ่งสิ่งที่เร้าที่จะต้องจำเป็นกลุ่มเช่น หมายเลขโทรศัพท์ที่มีหลายตัวให้แบ่งเป็นกลุ่มจะทำให้จำได้ง่ายขึ้น เช่น 277-1249 การจำสิ่งต่างๆอาจจำเป็นกลุ่มเช่น ราบชื่อผลไม้หรือรายชื่อของใช้ในครัวจะทำให้จำง่ายขึ้น
                                  ฉันคิดว่าสิ่งที่สามารถจัดเป็นกลุ่มที่สามารถทำให้เราจำง่ายขึ้นมีอีกหลายอย่าง เช่น การเขียนรายการของที่จะซื้อไว้เป็นหมวดๆ คือ รายการผักหมวดหนึ่ง รายการผลไม้อีกหมวดหนึ่ง รายการเนื้อสัตว์อีกหมวดหนึ่ง หรือการไปซื้อของใช้ส่วนตัวอาจจะซื้อเกี่ยวกับแชมพู ยาสระผม สบู่ แปรงสีฟัน ควรจะจัดให้อยู่ในหมวดเดียวกัน
                                2. การทบทวนตนเอง(Self-recitation) การทบทวนตนเองในขณะที่เรียนจะช่วยให้จำบทเรียนได้มากขึ้น เช่น นักศึกษาที่มีเวลาเพียง 3 ชั่วโมงที่จะต้องศึกษาบทเรียนที่สามารถอ่านให้จบได้ภายใน 30 นาที การอ่านบทเรียนนี้ 6 ครั้ง จะได้ผลน้อยกว่าการอ่านบทเรียนนั้นเพียงครั้งเดียวแล้วปิดหนังสือระลึกทบทวนว่าสิ่งที่มีในบทเรียนมีอะไรบ้าง ถ้าหากยังระลึกไม่ได้หมดก็อ่านซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แล้วพยายามศึกษาส่วนที่ยังจำไม่ได้มากกว่าส่วนอื่น


จัดทำโดย น.ส กัญรัตน์ สินยัง ม.5/1 เลขที่34
ข้อมูลจาก 
หนังสือ: จิตวิทยาทั่วไป
สำนักพิมพ์ : ธรรมศาสตร์, สนพ. ม.


วิธีสลัดทุกข์ สร้างสุขด้วยตนเอง





ความสุขใครๆก็อยากมีจริงไหม คงไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่จะปฏิเสธได้ว่าความสุขคือ สิ่งที่ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการแลละเฝ้าไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีใดก็ตามที ซึ่งสำหรับความสุขนั้น บางคนก็ว่าหายาก แต่สำหรับบางคนก็ว่าหาง่านนิดเดียวเอง แตกต่างกันที่มุมมอง เพียงแต่คุณเท่านั้นที่สามารถจะเลือกได้ว่าอยากมีความสุขแบบไหน ถ้าคุณลองมองให้ดีๆ คุณจะรู้ว่าความสุขนั้นไม่ได้หนีหายไปไหน หรือหายากอะไร แต่จริงๆแล้วมันกลับอยู่ใกล้เราแค่เพียงเอื้อมมือ แค่เราลองเปิดใจก็จะรับรู้ว่า ความสุขนั้นอยู่ใกล้ๆเรานี้เอง แต่ก่อนอื่นเลย ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับความสุขก่อนดีกว่า ว่ามันคืออะไรแล้วมีดียังไง ทำไมใครๆจึงเฝ้าไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขกันทั้งนั้น


อะไร คือความสุข ?
ความสุขคือความสบายกาย สบายใจ ความรู้สึกหรืออารมณ์ประเภทหนึ่ง มีหลายระดับ ตั้งแต่ความสุขเล็กๆน้อยๆ หรือความพึงพอใจจนถึงความเพลิดเพลิน หรือเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
ความสุขในแนวความคิดทางปรัชญาและศาสนา มักจะกำหนดความสุขในความหมายของการดำเนินชีวิตที่ดี หรือชีวิตที่มีความเจริญ โดยไม่จำกัดความหมายว่าเป็นเพียงอารมณ์ประเภทหนึ่ง
                ความสุขทางกาย คือ ความสุขที่สัมผัสได้จากประสาทสัมผัสทั้ง5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง และผิวหนัง เรียกว่า กามคุณ 5 หรือความสุขที่เกิดจากเนื้อหนังมังสา อันเป็นสิ่งสกปรก
ความสุขทางใจ คือ ความสุขที่สัมผัสได้จากจิต คือ ความสบายใจ ความสุขใจ ความอิ่มใจ หรือความพอใจ อันเกิดจากจิตใจที่สงบและเย็น อันเป็นความสุขที่สะอาด เป็นความสุขที่แท้จริง

ความสุขมีดีอะไร
ความสุขมีข้อดีต่างๆมากมายด้วยกัน มันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องการความสุข มันทำให้เราสดชื่น ทำให้เราลืมเรื่องความทุกข์ความเครียด ทำให้เราไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ ทำให้เราสามารถแสดงความสามรถได้มากขึ้น ทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น ทำให้เรามีแนวคิดทางด้านดีๆ ทำให้เราอยากที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขไปกับเราด้วย ทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น อยากรักษาความสุขเอาไว้นานๆ ทำให้เรารู้ว่า การหัวเราะเป็นเพียงแค่สิ่งที่นำมาซึ่งความสุข ทำให้เราอยากค้นหาการกำจัดความทุกข์ ทำให้ชีวิตคนรอบข้างมีความสุขตามเรา เมื่อเราทำงานงานที่ทำก็มีคุณภาพ ทำให้สิ่งรอบข้าง สิ่งแวดล้อมดูสดใส เมือเรามีความสุขใครๆก็อยากคบหากับเราด้วย
                นอกจากนี้ ยังทำให้จิตใจสงบสุข เราอยากทำให้ความสุขเป็นสุขยิ่งๆขึ้นไป ในด้านร่างกาย ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง จะเห็นได้ว่า บางคนแม้มีโรคทางกายรุมเร้ามากมาย แต่ยังสามารถยิ้มได้ และดูสดชื่นแจ่มใสมากกว่าคนทั่วไป เพราะจิตใจเขามีความสุข ช่วยให้เรามีความยืดหยุ่น มีมุมมองที่รอบด้านมากขึ้น ในขณะที่ความทุกข์ทำให้มุมมองคับแคบ และวนอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้น ช่วยให้เรามีพลังในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ จึงสามารถที่จะประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านการทำงานและชีวิตสิ่งอย่างลงตัว และก็ทำให้เราอยากรักษาความสุขเอาไว้เสมอๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อดีของความสุขที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง ที่สำคัญสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เราต้องมีความสุขก่อน
                ที่สำคัญวามสุขเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอคอยหรือพึ่งพาสิ่งใด เราจึงสามารถแสวงหาความสุขได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งวิธีสร้างความสุข เราสามารถหาได้จากสิ่งรอบตัว งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า การสร้างความสุขแบบไหนที่เหมาะสมกับตัวคุณบ้าง อยากให้ลองดูก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขนั้นไม่ได้อยู่ไกลเราเลย แค่เปิดใจ ความสุขก็หาได้ง่ายๆใกล้ตัวเรานี้เอง                                                        

มา มา มาหาวิธีสร้างความสุขกันเถอะ

                1.นอน                                                                                                                                                       
                    คำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสุขใด จะเทียบเท่า การได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ในวันที่เราเหนื่อยล้า เจอเรื่องบ้าบอถาโถมเข้ามาใส่ จนทำให้เราเกือบสะกดคำว่าความสุขไม่ถูก การนอนสามารถช่วยคุณได้ เลิกสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่องที่อยู่รอบตัวเราก่อน แล้วปิดตาลง อยู่กับตัวเองสักพัก จมตัวเองอยู่กับโลกใต้เปลือกตา คิดอะไรไปตามที่ใจอยากฝันอะไรไปตามที่ใจคิด การนอนสักงีบ ก็เหมือนกับการให้ร่างกายได้ชาร์ตแบตให้กับตัวเอง การนอนเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ เพราะร่างกายของคนเราทุกคน ต้องการการนอนหลับพักผ่อนอยู่แล้ว การนอนไม่ใช่เพียงแต่เป็นการ พักผ่อนเท่านั้น การนอนยังทำให้เราได้พักใจอีกด้วย
2.กินของหวาน
    เมื่อไหร่ที่เกิดอาการจิตตก หดหู่ มองอะไรก็หงุดหงิดไปหมด ลองไปค้นหาความหวาน แล้วหยิบใส่ปากแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ช่วยลืมคำว่า อ้วน ออกไปจากสารบบความคิดไปซะ เพราะของหวานจะมีน้ำตาล ซึ่งช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย หายเครียด ช่วยให้ร่างกายหลั่งสาร เอ็นโดรฟิน ที่ทำให้เกิดความสุขได้ การได้กินขนมหวานก็เหมือนเป็นการเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ช่วยสร้างความสุข ความเบิกบานให้กับเราได้
                3.ฟังเพลง
    คุณทุกคนต้องมีสักเพลงที่เป็นเพลงโปรดประจำใจ ไม่ว่าจะเป็นเพลงอะไรแนวไหน ขอให้เอาแต่ใจตัวเองเป็นหลัก เสียงเพลงเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างที่แปดของโลก ที่ช่วยสร้างความสุขให้กับคนเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ เสียงเพลงทำให้โลกหมุนไปได้อย่างสวยงาม มีจังหวะช่วยแต่งแต้มสีสันต่างๆ ทั้งในชีวิตของเราและในชีวิตของคนอื่น
                4.โทรคุยกับเพื่อน 
   การเม้าท์กับเพื่อน หรือแก็งค์หนุ่มๆบางทีเป็นอีกหนึ่ง ความสุขของเราได้เหมือนกัน ลองกดโทรหาเพื่อนที่รู้ใจของเรา แล้วคุยเรื่องนั้น เรื่องนี้เรื่อยเปื่อย ถามไถ่อัพเดตชีวิตกันและกัน เพราะการได้พูดคุยกับคนอื่นบ้าง ก็ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตา กับเรื่องราวอะไรใหม่ๆให้กับชีวิตได้ เช่นกัน อย่ามัวแต่จมจิออยู่กับตัวเองนานๆ มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ไม่มีใครอยู่คนเดียวไปได้ตลอด  เพื่อนมีไว้ทำไม ลองถามตัวเองดุสิ ถ้าไม่ได้มีไว้ให้เราได้แบ่งปัน และร่วมมีความสุขจะมีเพื่อนไว้ทำไมกัน แล้วก็อย่าหายตัวจนเพื่อนลืมหรือ ทำตัวเป็นคนลืมเพื่อน สิ่งดีๆในชีวิตอย่างหนึ่งของคนเรา คือ การได้มีเพื่อนดีๆไว้พูดคุย ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันไงค่ะ
                5.ดูหนัง
   การได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกของแผ่นฟิล์มสัก 2ชั่วโมง ถือเป็นความสุขเล็กๆ ที่หาได้ไม่ยากเลย วันไหนเบื่อๆ เซ็งๆ ลองหยิบหนังที่เคยทำให้เราหัวเราะน้ำตาเล็ด หรือซึ้งจนน้ำตาไหล มาดูอีกครั้งให้ชื่นใจ การได้ดูหนังดีๆ สักเรื่อง ช่วยสร้างความสุขและจินตนาการดีๆ หรือเกิดแรงบันดาลใจเยี่ยมๆ ให้กับเราได้อย่างคาดไม่ถึง ฉะนั้นหากวันไหน รู้สึกเหนื่อยล้ากับโลกความเป็นจริง ไม่มีสิ่งไหนเป็นอย่างใจ หนีเข้าไปในโลกแผ่นฟิล์มสักพัก ให้ตัวเองได้โลดแล่นไปตามบทบาทตามตัวละคร เรื่องราวบางส่วน อาจจะเหมือนหรือคล้ายกับชีวิตจริงของเราอย่างคาดไม่ถึง ก็เพราะว่า ชีวิตเรามันก็คือละคร คือภาพยนตร์เหมือนกันแหละ ต่างกันตรงที่ เราอาจจะไม่รู้ตอนจบเหมือนในหนัง แต่เราก็ยังต้องเดินต่อ และใช้ชีวิตของเราไปตามที่มันควรจะเป็น แล้วคุณจะรู้ว่าภาพยนตร์นั้น เป็นความสุขง่ายๆก็หาได้ในเวลาสองชั่วโมง
6.อ่านการ์ตูน
   ใครว่าโตแล้วอ่านการ์ตูนไม่ได้ ไม่จริ๊งไม่จริง หนังสือการ์ตูนไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่หัวใจเด็กก็มีออกเยอะไป ถ้าวันไหนรู้สึกว่าความสุขหายไป ลองไปหาการ์ตูนสักเล่ม หลุดออกจากโลกแห่งความจริง แล้วก้าวเข้าสู่โลกแห่งลายเส้น  โลกแห่งการ์ตูน โลกแห่งจินตนาการ ใช้เวลาเดินทางไปกับตัวการ์ตูนเหล่านั้น ทีละหน้า ทีละหน้าจนจบเล่ม การหลงไปในโลกแห่งการ์ตูนสักครู่ แค่นี้ก็แฮปปี้ มีความสุขได้แล้ว
                7.รื้อของเก่า
   สำหรับคนมีสมบัติเยอะอย่างเราๆ การได้รื้อข้าวของเก่าๆ มี่หมกอยู่ตามมุมลึกลับของบ้าน หรือของห้อง ก็ช่วยให้เรามีความสุขเล็กๆขึ้นได้ เพราะบางที เราอาจเจอของที่หามาตั้งนานหรืออาจเจอวัตถุประหลาดลึกลับมี่เห็นแล้วแบบว่า มันมีอยู่ในบ้านฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ และบางที่อาจได้ของมาประดับห้อง หรือได้ของมาใช้โดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อใหม่ก็ได้ ยิ่งของบางอย่างที่มีความทรงจำกับเรามาก่อน บางที มันอาจจะทำให้คุณนึกถึงคนที่เป็นที่มาของๆชิ้นนั้นด้วย บางทีของเก่าๆ ไม่จำเป็นต้องเอาไว้เก็บอย่างเดียวเสมอไป กลับมาเปิดลิ้นชักแห่งความทรงจำดูอีกครั้ง ของเก่าๆบางอย่างก็สร้างความสุขใหม่ๆให้เราได้เช่นกัน
                8.เดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า                                                                                                                            
                      การเดินบนสนามหญ้าด้วยเท้าเปล่าให้เท้าได้สัมผัสกับหญ้าเต็มๆ เป็นอีกหนึ่งความรู้สึกที่ดี ถ้ายังไม่เคยลอง ขอให้ลองโดนกันสักครั้ง ลองหาเวลาในช่วงเช้า หรือช่วงเย็นที่แดดร่มลมตกสักหน่อย ความรู้สึกสัมผัสหญ้านุ่มๆ ให้จิตใจและร่างกายได้สัมผัสกับธรรมชาติดูบ้าง หญ้าเขียวๆช่วยเยียวยาความเศร้ากับสิ่งมีชีวิตเล็กๆนี้ดูบ้าง ให้หญ้าต้นเล็กๆมอบความสุขที่ยิ่งใหญ่ให้กับใจเรากันเถอะ เพียงเท่านั้น แค่นี้ก็มีความสุขได้แล้ว        
                9.ยืนตากลมริมระเบียง
   จะยืนตา-กลม หรือตาก-ลม ก็ได้ตามแต่ความถนัด ลองเปิดประตูออกไปดูระเบียงบ้าง บางคนมีระเบียงอยู่แต่ไม่เคยได้ออกไปเหยียบ ลองใช้ประโยชน์จะระเบียงที่มี ให้มากกว่านี้ดีมั้ย ลองตื่นเช้าๆ ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ รับแสงแดดในตอนเช้า ให้เราได้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า หรือก่อนนอน ออกไปรับไอน้ำค้างเย็นๆดู ยืนปล่อยใจ ปล่อยความคิดอยู่ที่ระเบียงสักพักหรือนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ชิลๆก็ดีไปอีกแบบ มองนก มองฟ้า มองดาว มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยใจสงบแล้วคุณจะพบว่าที่บ้านของเราก็มีพื้นที่ความสุขอีกหนึ่งแห่งแล้ว
10.อยู่คนเดียวเงียบๆ
                   วันทั้งวัน เราต้องเจอผู้คนมากมาย ทั้งคนที่อยากเจอและไม่อยากเจอ เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วกับคนรอบข้าง ลองปลีกตัวมาอยู่คนเดียวหามุมสงบเท่าที่พอจะหาได้ในตอนนั้น เช่น ร้านกาแฟ มุมห้องสมุด  แล้วใช้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ ให้ใจสงบว่าเป็นอย่างไร แคร์เสียงในใจตัวเองให้มากกว่าคนรอบข้างดูบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขที่คุณต้องการเป็นอย่างไร


ซึ่งจากการสร้างความสุขเหล่านี้แล้ว เพื่อนๆยังสามารถหาความสุขได้จากสิ่งต่างๆรอบตัวอีกมากมาย อยู่ที่เราจะเลือกว่าอยากมีความสุขแบบไหนก็เท่านั้น ความสุขนั้นเกิดขึ้นได้ไม่ยาก แต่มันยากตรงวิธีไหนล่ะ ที่จะมาทำให้เรามีความสุขได้ สุดท้ายนี้ ก่อนจากกันไปก็ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยคำคมนี้
“อย่าถามตัวเองว่าโลกต้องการอะไรจากคุณ
แต่จงถามตัวเองว่าอะไรที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข แล้วลงมือทำมันซะ
เพราะสุดท้ายสิ่งที่โลกต้องการ ก็คือคนที่มีความสุขเท่านั้นแหละ”



อ้างอิงจาก : พนิดา อนันต์รัตนสุข. (2553). 100วิธีสลัดทุกข์. กรุงเทพมหานคร : หจก.รุ่งเรืองสาส์น การพิมพ์
วินนี่ สุริยไชย. (2550). ความคิดดีๆทำชีวิตให้มีความสุข. พิมพ์ครั้งที่3. กรุงเทพมหานคร : แซทโฟร์ พริ้นติ้ง จำกัด.
คัดนาง มณีศรี. ความสุขคืออะไร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http : www.sfjohn.ac.th  (วันที่ 23 พฤษภาคม 2556)
บุญรัตน์ อภิชาตไตรสรณ์. 25วิธีมีความสุขไม่ใช่เรื่องยาก. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http : everkind.com    
                (วันที่21 พฤศจิกายน 2556)
สุทธิชัย หยุ่น. สูตรแห่งความสุข.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http : www.oknation.net (วันที่ 23 พฤศจิกายน 2556)
จัดทำโดย : นางสาว ธัญชนก  จอมคิรี  เลขที่ 21 ม.5/1

About this blog

Research & Knowledge Formation

Blog Archive