หนทางสร้างสุข

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าความสำเร็จ และความสุขคือยอดปรารถนา เพราะทุกวันนี้คนทุกเพศทุกวัยต่างมุ่งหวังและพยายามเพื่อให้ไดมาซึ่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน  ขอให้สอบผ่านขอให้สอบได้ เรื่องการงาน ขอให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ขอให้เงินเดือนขึ้น มีโบนัส มั่งคั่งร่ำรวย ไม่เว้นแม้กระทั่งความรัก ที่หลายๆคน ถึงกับต้องบนบานศาลกล่าวเพื่อให้ตนเองสมหวัง แต่มีใครเคยย้อนคิดบ้างไหม ว่าสิ่งเหล่านั้น วันนี้ได้มา พรุ่งนี้อาจเสียไป ไม่จีรังยั่งยืน ในทางกลับกัน ความสุขกลับเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ต้องแสวงหาแลกมาเหมือนกับความสำเร็จ แต่ทว่าจะต้องค้นหาให้พบจากภายในเพื่อให้รู้ว่า ต่อมสุขใจของตนอยู่ที่ใดความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงไหน


ความสุขคืออะไร
                ถ้าลองสุ่มตัวอย่างสอบถามผู้คนที่อยู่  ณ ที่แห่งนี้ ว่าความสุข ของพวกเขาคืออะไร ซึ่งเป็นที่แน่นอนสำหรับคำตอบที่ได้มานั้น ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง หรืออาจจะคล้ายคลึงกันบ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมด เนื่องจากคนเรานั้นมีความพอใจไม่เหมือนกัน บางคนคิดว่าความสุขของเขาคือ การได้อยู่บ้านหลังงามหรูหราใหญ่โต หรือการที่มีรถคันงามราคาเรือนล้านไว้ใช้ หรือไว้อวด การมีเงินที่ใช้จ่ายอย่างไรก็ไม่หมด สามรถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้ หรือการประสบความสำเร็จทางด้านการงานได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น มีเงินเดือนเพิ่มขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกใช้อย่างครบครัน มีของแพงของแบรนด์เนมใช้ หรืออื่นๆอีกมากมาย  ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้นั้นแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นคือความสำเร็จมากกว่า กลับไม่ใช่ความสุขที่เป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ต้องเสาะแสวงหาแลกมาเหมือนกับความสำเร็จ มีใครเคยคิดไหมว่า สิ่งเหล่านั้น วันนี้ได้มาพรุ่งนี้อาจเสียไป ไม่จีรังยั่งยืน

ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และพากันแสวงหาด้วยวิธีการต่างๆ ตามแต่ระดับสติปัญญาที่จะอำนวยให้ได้ แต่ถ้าระดับสติและปัญญาอ่อนลงมากเท่าไร การแสวงหาความสุขนั้นก็ย่อมจะพาความทุกข์พ่วงเข้ามาด้วยมากเท่านั้นเพราะแท้จริงแล้วความสุขนั้นขึ้นอยู่กับความคิด

คิดอย่างไรให้พอใจในสิ่งที่ตนมี
                ทุกวันนี้เรามี social network ที่ทำให้รู้สึกเหมือนทุกนอยู่ใกล้กัน เราจะทำอะไร อยู่ที่ไหน เรียกได้ว่าทุกนจะเห็นชีวิตของเราได้หมด บางคนซื้อเครื่องสำอางคอลเลคชั่นใหม่มา  บางคนซื้อกระเป๋าแพงๆใบใหม่ หรือบางคนไปกินอาหารในร้านชื่อดัง หรูหรา คนทั้งโลกก็รู้ เพียงแค่ลงภาพใน social network ยิ่งพอคนเราเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็จะคิดเปรียบเทียบกับตนเอง ทำให้คนที่อยากได้อยากมี อยากเป็นแบบคนอื่น อยากสวย อยากรวย อยากเก่ง เมื่อเรารู้สึกแบบนี้ เราก็จะดูถูกตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และไม่พอใจในสิ่งที่เรามีนั่นเอง โดยวิธีคิดให้พอใจในสิ่งที่ตนมี มีดังนี้ เช่น
1.อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
                                เราควรทำใจกับสิ่งที่เรามี ง่ายกว่าการทำใจรับกับสิ่งที่เราอยากได้ เราจะมีความสุข ถ้าเรามองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี มองถึงข้อดีข้อเสียของสิ่งนั้น เช่น กระเป๋าที่เรามีอยู่เริ่มเก่าไม่ทันสมัยแล้ว เห็นเพื่อนซื้อกระเป๋าใหม่เราก็อยากได้บ้าง ถ้าคิดอย่างนี้เราจะยิ่งอยากได้มากขึ้น ลองเปลี่ยนวิธีการคิดเป็นกระเป๋าใบนี้ดีไซน์สวยนะใช้ไปก่อน  เพราะแบบนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้แล้ว กระเป๋าหรือใบนี้คุณพ่อซื้อให้นะ เป็นต้น
                2.อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
                                อย่ามองคนอื่นที่เขามีมากกว่าเรา อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จะทำให้เราไม่มีความสุขในชีวิต อย่ามัวแต่คิดว่า คนอื่นมีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ ทำไมเราไม่ได้ซื้อบ้าง คิดแบบนี้เราเองจะเหนื่อยเปล่า แถมยังมีความริษยาเกิดขึ้นในใจอีก ถ้าเราลองมองคนที่แย่กว่าเรา อย่างคนที่ต้องทำงานก่อสร้าง ตากแดดทั้งวัน เงินที่ได้มาแค่ซื้อข้าวก็หมด เราโชคดีขนาดไหนที่มีเงินซื้อข้าวกินแบบไม่ต้องเดือดร้อน แถมยังเอาเงินไปซื้อของที่อยากได้อย่างสบายใจอีก
                3.มีความสุขกับปัจจุบัน
                                ลองคิดดูว่าเราโชคดีแค่ไหนที่เกิดมา มีขนาดนี้ มีพ่อแม่ครอบครัวที่อบอุ่น เราเกิดมาไม่ต้องลำบาก มีเงินพอใช้ ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ มีเพื่อนดีๆ เรียนโรงเรียนดีๆ เท่านี้เราก็ถือได้ว่าเราโชคดี อย่างมหาศาลได้แล้ว
                4.เห็นคุณค่าของตัวเอง
                                บางคนอาจจะรู้สึกไม่พอใจว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงไม่เป็นแบบนั้น ความคิดเหล่านี้ เกิดจากการที่เรามองไม่เห็นข้อดีของตนเอง สิ่งสำคัญคือเราต้องเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อว่าตัวเราก็มีสิ่งดีๆหลายอย่างที่คนอื่นไม่มี ต้องไม่ดูถูกตนเอง แต่ให้คิดและมองคนที่แย่กว่าเราไว้ เพื่อเป็นกำลังใจให้เรามีแรงสู้ และมีแรงที่จะดำเนินชีวิตต่อไป วันนี้ทุกข์ พรุ่งนี้สุข ไม่มีอะไรยั่งยืน
               
5.อย่ารื้อฟื้นอดีต
                                เราแก้ไขอดีตไม่ได้ ถ้าเราเคยผิดพลาดมาก่อน ก็ให้อดีตเป็นตัวสอน เป็นบทเรียนที่จะคอยเตือนเราว่าครั้งต่อไป เราไม่ควรทำแบบนี้อีก อดีตต้องอยู่ส่วนอดีต ที่เราทำได้คือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตก็จะดีไปด้วย
                สรุปได้ว่า คนเราจะสุขหรือทุกข์นั้น อยู่ที่มุมมองความคิดของตัวเราเองถ้าเราคิดว่าเราไม่มีความสุข เราไม่พอใจอะไรเลยในชีวิต เราก็จะไม่มีความสุข แต่ถ้าเรามองว่าเรามีความสุขกับชีวิต ณ ตอนนี้ จิตใจเราก็จะเป็นสุขไม่รุ่มร้อนไปด้วยความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น ในชีวิตจริงเคยเจออยู่คนหนึ่ง ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมีเลย เห็นคนอื่นมีอะไรก็อยากมีด้วยทุกอย่าง จนลืมไปว่าตัวเองมีแม่อยู่คนเดียว แม่ก็ดิ้นรนหาเงินเพื่อมาให้เขาใช้เพื่อให้ลูกมีเหมือนคนอื่นเขา อยากให้ลองคิดทบทวนดูว่า เรายังทำงานหาเงินเองไม่ได้ ยังต้องขอเงินพ่อแม่อยู่เลย ลองนึกดูสิว่า เวลาที่เราอยากได้อะไร แล้วท่านต้องเหนื่อยขนาดไหนกว่าจะหาเงินมาให้เราใช้แต่ละบาท แต่ละสตางค์ เวลาที่เราอยากได้อะไรมากๆ ลองเดินหนีมันไปสักพัก แล้วความอยากนั้นมันจะลดลงเอง



ความสุขหายไปไหน
                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มียักษ์ตนหนึ่ง เห็นมนุษย์ในโลกมีความสุขกันถ้วนหน้า ยักษ์ตนนั้นก็เกิดความอิจฉาขึ้น จึงวางแผนว่าเมื่อมนุษย์หลับจะต้องไปขโมยต่อมสุขใจมาให้ได้ หลังจากขโมยมาแล้วยักษ์ตนนั้นก็ปรึกษาเพื่อนยักษ์ว่าจะเอาไปซ่อนที่ไว้ไหนดี ถึงมนุษย์จะหาไม่เจอ เพื่อนยักษ์ต่างออกไอเดียต่างๆนานาว่า เอาไปซ่อนไว้ที่ภูเขาบ้าง ทะเลบ้าง สถานบันเทิงเริงรมย์บ้าง ในบ้านบ้าง แต่ยักษ์ที่ขโมยต่อมสุขใจนั้นไม่แน่ใจ เพราะสถานที่เหล่านั้นมนุษย์มนุษย์รู้จักดี และคงหาเจอได้ไม่ยาก แล้วในที่สุดก็จะกลับไปมีความสุขเหมือนเดิม ยักษ์ตนนั้นเค้นสมองอยู่นาน ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเอาไปซ่อนไว้ในใจของมนุษย์เองดีกว่าเพราะธรรมชาติของมนุษย์มักจะไม่สามารถถอดรหัสความสุขเพื่อเข้าไปสัมผัสกับ ความสุขที่ซ่อนเร้น      อยู่ภายในได้ แต่จะออกไปสัมผัสกับความสุขข้างนอกเสมอแต่หาท่าไหร่ก็ไม่เจอสักที
สังคมในยุคปัจจุบันก็คล้ายกับนิทานเรื่องนี้ เพาะมนุษย์ส่วนใหญ่มักจะไขว่คว้าหาความสุขจากวัตถุสิ่งภายนอกตัวโดยหวังว่าเมื่อได้ครอบครองแล้วจะทำมีความสุข แต่แล้วความสุขที่ได้รับกลับเป็นเพียงความสุขชั่วครู่ชั่วยาม หลังจากได้ครอบครองสิ่งหนึ่งแล้วก็จะไขว่คว้าหาสิ่งใหม่มาครอบครองอีก ไม่มีวันจบสิ้น
                ถ้าเราหยุดคิดสักนิดจะพบว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ภายในตัวเรา ไม่มีเงื่อนไขและไม่ต้องซื้อหา อีกประการหนึ่งคือ คนเราในยุคนี้สั่งสมความเครียด และมลพิษทางอารมณ์เอาไว้ค่อนข้างมาก เปรียบเสมือนไอน้ำที่กำลังเดือดพุ่งพล่าน อุณหภูมิสูงขึ้นทุกขณะสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นแรงดันมหาศาลที่ระเบิดตูมตามได้ทุกเมื่อ เช่น แค่ขับรถปาดหน้าหรือมองหน้ากันแวบเดียว ก็อาจเป็นกรณีถึงขั้นวิวาทถึงขั้นเข่นฆ่ากันได้ สาเหตุเช่นนี้ทำให้จิตใจของมนุษย์ขุ่นหมอง จึงค้นหาความสุขไม่เจอสักที



ความสุขกับความเครียด
                คนเราทุกวันนี้สั่งสมความเครียดเอาไว้มาก เพราะสังคมในปัจจุบันมีการแข่งขันกันในทุกๆด้าน ตั้งแต่วันที่เกิดมาจนถึงวันที่จากโลกนี้ไป ไหนจะพบแต่ความหงุดหงิด ชวนเสียอารมณ์ เริ่มตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ไหนจะเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจการเงิน ปัญหาสุขภาพ และการติดตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในปัจจุบันหรืออีกจิปาถะที่ทำให้เรายิ่งเครียดเพิ่มขึ้นทุกวัน
พวกเราเคยสังเกตบ้างไหม คนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย หรือแง่ลบที่จริงจังกับชีวิต ใจร้อน เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ นอกจากนี้คนที่มีเพื่อนสนิท มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือคนในครอบครัวที่รักใคร่อบอุ่นและไว้วางใจกัน จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่อยู่ตามลำพัง
ว่ากันว่าคนเราใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีความเครียดเลยนั้น ก็ใช่ว่าจะดีเพราะทำให้เราเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้นไม่สร้างสรรค์ในสิ่งที่ควรกระทำ อย่างเช่น การที่พวกเราตั้งใจทำงาน ยิ่งทำงานหนักมากก็ยิ่งเหนื่อยมาก เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด เพราะการทำงานที่ก้าวหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ซึ่งจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญ ความสมบูรณ์ของปากท้องของเรา ด้วยสาเหตุนี้คนส่วนใหญ่จึงตั้งใจทำงานกันจนเครียดหนัก เส้นเลือดในสมองแตก อันเป็นสาเหตุมาจากความเครียดทั้งสิ้น  เราจึงต้องหาวิธีกำจัดความเครียดอันเป็นภัยต่อสุขภาพ    และจิตใจของเราโดยใช้วิธีการง่ายๆไม่ต้องงทุนหรือเป็นวิธีการที่ยากลำบากใดๆ ดังที่กล่าวต่อไปนี้


เคล็ดลับจับความเครียด
วิธีการลดความเครียดเพื่อเพิ่มความสุข ด้วยการกระทำ มีดังนี้
1.เป็นผู้มีความกตัญญูรู้คุณ การรู้จักตอบแทนบุญคุณนั้น คือสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณกลายเป็นคนที่น่านับถือ และยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มเอมใจ และมีความสุขมากขึ้น
2.เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญทำทาน ให้ความเมตตาแก่ผู้อื่น ถือเป็นการให้ทั้งสิ้น ถ้าเรายิ่งให้เราก็ยิ่งสุขใจ   อิ่มเอมใจ     ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ควรเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมให้มาก จะทำให้สังคมเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น
                วิธีการลดความเครียดเพื่อเพิ่มความสุข ด้วยวิธีการทางจิตยา มีดังนี้
1.ใช้ดนตรีคลายดนตรีจะทำให้คุณคลายเครียด อารมณ์เยือกเย็น ใจสงบ ลองฟังเสียงนกร้อง เสียงน้ำ หรือเพลงเบาๆ แล้วหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาจะทำให้เราสดชื่นขึ้น
2.ฝึกหายใจคลายเครียด นำอากาศบริสุทธิ์เข้าไปสู่ปอดและสมองตลอดทั่วร่างกาย ก็ทำให้เราสดชื่นได้เช่นกัน
3.การพูดระบายความเครียด ลองระบายคำพูดที่คุณรู้สึกออกมา ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์เลี้ยง หรือลองปรึกษาทางโทรศัพท์กับหน่วยงานที่รับให้คำปรึกษาแล้วจะทำให้เราคลายความเครียดนั้นลงได้
4.นอนหลับให้เพียงพอ เมื่อตื่นขึ้นมาจะทำเรารู้สึกสดชื่น แล้วจะทำให้เรามีความสุขสดใสไปทั้งวัน เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย และเห็นผลที่ชัดเจนแน่นอน
ทุกวันนี้สื่อต่างๆ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของคนเป็นจำนวนมาก เฉพาะในประเทศไทย สถิติการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 3,612 คนต่อปี หรือประมาณวันละ 12 คน หรือเฉลี่ย 1 คนต่อทุกๆ 2 ชั่วโมง สาเหตุหลักของพวกเขาก็คือ การจัดการกับปัญหาไม่ได้ หาความสุขไม่เจอนั่นเอง ทำให้พวกเขาคิดฆ่าตัวตาย โดยทางพระพุทธศาสนา นั้นถือว่า เป็นกรรมหนักหนามาก เพราะเป็นการอกตัญญูต่อบิดามารดาที่ท่านเลี้ยงดูเรามา เหนื่อยยากแค่ไหนที่ทำเพื่อเรา ถ้าเราจะทำอะไรให้คิดถึงท่านให้มาก ชีวิตคนเรานั้นมีค่ายิ่งกว่าความทุกข์ใดๆทั้งสิ้น จงมองข้ามสิ่งเหล่านั้น และเตรียมสัมผัสกับความสุขจะดีกว่า
คนเราวิ่งหาความสุขทั้งชีวิต เสมือนกับการไล่จับเงา เหมือนว่าอยู่ใกล้แต่คว้ามาไม่ได้เสียที หากมีปัญญาเห็นว่า ความสุขอยู่ที่การไม่มี การไม่เป็น การพอใจในสิ่งที่ตนมี คือความสุขที่แท้จริงที่ปรากฏต่อตาอยู่ทุกขณะ เป็นความสุขที่เกิดจากภายใน

             
นางสาวเบญจลักษณ์  คงวัดใหม่    ม.5/1 เลขที่ 24

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.dek-d.com%2Ffind.php%3Fcx%3Dpartner-pub-0032393190942468%253A2972755189%26cof%3DFORID%253A10%26ie%3Dutf-8%26q%3D%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5&h=1AQGllM6g



0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

About this blog

Research & Knowledge Formation

Blog Archive