พั



สมองของคนเรามีเซลล์สมอง เท่ากับไอน์สไตน์ ดังนั้นไอน์สไตน์ฉลาดได้เท่าไหนโดยทฤษฎีแล้วเราก็ฉลาดได้เท่านั้นฟังดูอาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อและยากที่จะเป็นไปได้   พอๆกับการสร้างไทม์แมชชีนเพื่อย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ไอน์สไตน์ยังมีชีวิตอยู่ และคงจะดีไม่น้อยถ้าเราทุกคนจะมีโอกาสฉลาดเท่ากับนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะชื่อก้องโลกอย่างไอน์สไตน์ได้ด้วยกระบวนการพัฒนาสมองง่ายๆ

อาหารบำรุงสมอง


          
     1.   ปลาทูน่า   ปลาทะเลน้ำลึกจะมีกรดอะมิโนที่ช่วยส่งผ่านความรู้สึกของระบบประสาทไปยังสมอง ช่วยแก้ไขอารมณ์ซึมเศร้า ช่วยฟื้นฟูความจำ ช่วยกระตุ้นความรู้สึก ช่วยให้ต่อมไธรอยด์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสารไทโรซีนที่ช่วยให้สมองตื่นตัว ช่วยให้มีสมาธิ

                2.   นมและผลิตภัณฑ์จากนม   นมเป็นอาหารธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุอมไปด้วยธาตุอาหารครบ5หมู่ คือ โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และ ไขมัน ช่วยให้เกิดความสมดุลของสารเคมีในสมองจึงช่วยสร้างความกระฉับกระเฉงให้แก่สมอง
                3.   ข้าวไม่ขัดสี   จะมีจมูกข้าวและรำข้าวติดอยู่รอบเมล็ดในปริมาณมาก จึงทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดี และในข้าวไม่ขัดสีมีกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้จะเป็นตัวส่งสารอาหารต่างๆไปเลี้ยงสมอง

               4.   ผักโขม   มีสารคลอโรฟิลล์สูง สามารถช่วยล้างฟอกซิโนเจนในเซลล์ มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูง ช่วยชะลอการเสื่อมของสมองส่วนกลางเนื่องจากวัยที่สูงขึ้น สมองก็จะเสื่อมลงด้วย

                5.   ขมิ้น   ขมิ้นประกอบด้วยสารสีเหลืองหลายตัวทั้งเดสเมทอกซีเคอร์คูมิน และบิสเดส น้ำมันหอมระเหยและสีเหลืองของขมิ้นก็ยังช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ
            6.   สตรอเบอรี่   เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและธาตุเหล็ก มีคุณประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจ พร้อมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อสมอง


กระบวนการพัฒนาสมอง
                1.   การเขียน   การเขียนถือเป็นการพัฒนาสมองได้เหมือนกัน เพราะสมองซีกซ้ายของเรานั้นเป็นส่วนบังคับการเขียน หากใครที่ถนัดมือไหนอยู่ก็ให้หัดใช้มืออีกข้างเขียนหนังสือหรือวาดภาพ เพื่อให้สมองได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มเติม และยังมีส่วนช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

             2.   เข้านอนแต่หัวค่ำ   ภายในร่างกายคนเรามีนาฬิกาชีวภาพอยู่ ดังนั้นหากเราเข้านอนในขณะที่ร่างกายกำลังหลั่งสารเมลาโทนิน ก็จะทำให้ร่างกายและสมองได้รับการพักผ่อน

 
                3.   การนั่งสมาธิ   ทำให้จิตมีพลัง จะส่งผลให้สมองเข้าสู่ช่วงที่คลื่นtheta หรือการที่สมองเข้าสู่สมาธิแบบลึกทำให้ได้ผ่อนคลายสุดๆ Mental Imagery (ส่วนจินตนาการที่สมองสร้างขึ้น) ส่งผลให้สมองเกิดความคิดสร้างสรรค์ และ จินตนาการที่ดีออกมา ทำให้สามารถแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆได้อย่างสร้างสรรค์

                4.   การออกกำลังกาย   การออกกำลังกายวันละ 20 – 30 นาที ในช่วงเวลาเช้าทุกวันจะทำให้เลือดสูบฉีดดีขึ้น และเลือดก็เป้นตัวที่นำสารอาหารไปเลี้ยงสมอง ถ้าระบบร่างกายไม่ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวขึ้นมาสมองก็ได้อาหารน้อยลง


                5.   ปิดหูไปซะ   ลองหาสำลีหรือไปซื้อที่ปิดหูมาใช้ ระหว่างที่กำลังดูโทรทัศน์หรือคลิปวีดีโอ จะได้ใช้แต่ตาในการดูแล้วต้องคิดหรือจินตนาการไปเองว่าในโทรทัศน์กำลังมีอะไร
                6.   เที่ยวพิพิธภัณฑ์   โดยให้ใจจดจ่ออยู่กับโบราณวัตถุหรือสิ่งที่กำลังจัดแสดงอยู่ วิธีนี้จะฝึกทางด้านความจำของสมองในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การจดจำ และการคิด นอกจากช่วยในการพัฒนาสมองยังช่วยป้องกันการเสื่อมของสมองอีกด้วย
                7.   เล่นลูกบอล   การขว้างและการรับลูกบอลจาก 1 ลูก เพิ่มเป็น 2 ลูก จะทำให้สามารเคลื่อนไหวและรับสิ่งของได้ดีขึ้น ช่วยให้สมองพัฒนาในด้านการมองเห็นและการทำงานประสานกันระหว่างตาและมือ
                8.   จดจำเนื้อเพลง   เลือกเพลงที่ชอบและดูเนื้อเพลงไปด้วยโดยรอบแรกฟังโดยไม่จำเนื้อเพลงและร้องตามไปด้วย การฟังอย่างตั้งอกตั้งใจจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการฟัง การเพิ่มความเข้าใจ ความคิด และการจดจำให้ดีขึ้น
                9.   ฝึกโฟกัสสายตา   ลองนั่งจ้องตรงไปข้างหน้าโดยไม่กลอกตา มุ่งความสนใจไปในสิ่งที่เราเห็นทุกสิ่งรอบๆ อาจจดบันทึกก็ได้ว่าเราเห็นอะไรบ้าง วิธีนี้จะช่วยสมองในเรื่องความจำ และการโฟกัสสายตาให้ดีขึ้น
                10.   ทำกิจกรรมเงียบๆคนเดียว   หากิจกรรมที่ดีต่อสมองมานั่งทำ เช่น การเล่นเกมปริศนา ถักนิตติ้ง เป็นการจดจ่ออยู่กับกิจกรรม จะช่วยให้เราพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสมอง
                ในการพัฒนาสมองนั้นยังมีอีกหลากหลานวิธีที่เราจะช่วยฝึกส่วนต่างๆของร่างกายที่ไม่ถนัด ลองใช้มื
ทำไมถึงต้องพัฒนาสมอง
                นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและพบว่าการทำงานของอวัยวะต่างๆของร่างกายเราเกิดจากการสั่งงานของสมอง โดยสิ่งที่เราทำเป็นประจำจะเกิดการสั่งงานของสมองซีกใดซีกหนึ่งที่เราถนัดกว่า การทำงานเชื่อมโยงของประสาททั้งหมดซึ่งจริงๆหากเราต้องการพัฒนาสมองของเรา เราต้องกระตุ้นให้เซลล์สมองเกิดการทำงานเชื่อมโยงกันมากขึ้น ควรที่จะใช้ประสาทสัมผัสของเราทั้งการได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่น
การสัมผัส การลิ้มรส มาเป็นส่วนประกอบในการคิดเชิงวิเคราะห์และสั่งการให้ร่างกายทำงานต่างๆ
                แต่หากเราทำงานด้วยมือข้างที่เราถนัดเพียงข้างเดียว และทำทุกสิ่งไปตามความเคยชิน สมองที่ควบคุมการทำงานด้านนั้นๆจะถูกกระตุ้นเพียงข้างเดียว แล้วทั้งสมองและกล้ามเนื้อก็ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร และค่อยๆเสื่อมลงไป เพียงถ้าเราลองเปลี่ยนพฤติกรรม  บางอย่างอาจไม่ได้ทำจนติดเป็นนิสัย แต่หากฝึกบ่อยๆก็จะช่วยในการพัฒนาสมองด้านที่ไม่ถนัดและไม่แข็งแรงให้มีความว่องไวมากยิ่งขึ้น
กระตุ้นสมองในห้องเรียน
                1.   การใช้ปากกาสายรุ้ง   เวลาเข้าเรียนอย่าทำชีวิตให้น่าเบื่อด้วยการใช้ปากกาสีทึมๆเพราะบางวิชาก็เป็นวิชาที่น่าเบื่ออยู่แล้ว และถ้าให้ดีก็ให้วาดรูปเล็กๆประกอบการจดไปด้วย เช่นถ้าคุณครูพูดถึงความสำคัญของของ 3 สิ่งก็ให้วาดรูปของ 3 สิ่งนั้นประกอบลงไปตามที่เราคิด เพื่อเป็นการฝึกความเชื่อมโยงของสมอง
                2.   หาวไม่เสียหาย   สมองเป้นอวัยวะที่ต้องการออกซิเจนมาก และการหาวเป็นการเรียกออกซอเจนเข้าสมอง ท่านั่งในแบบปกตินั้นทำให้หายใจเข้าท้องได้น้อย เวลานั่งเรียนนานๆจึงมักส่งผลให้สมองอ่อนล้า ไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร เวลาที่สมองต้องการออกซิเจนเพิ่มจึงสั่งให้ร่างกายแสดงออกด้วยการหาว
                3.   Brain Gym   ท่าบริหารสมองของ ดร.พอล  เดนนิสสัน และ ดร.เกล  เดนนิสสัน แห่งสถาบัน Educational  Kinesiology ที่เรียกออกซิเจนให้สมองโดยการใช้ปลายนิ้วกดนวดบริเวณรอยต่อกรามบนและกรามล่างซึ่งอยู่หน้าใบหูของเรา นวดเบาๆพร้อมหาวออกมา
                4.   ไมนด์    แผนที่ความคิด คือการเอาความรู้มาสรุปรวมเป็นหมวดหมู่ เพิ่มการใช้สีจะช่วยให้สมองของเราจัดระบบความคิด และฝึกจินตนาการได้ดี
                5.   เตรียมขวดน้ำไว้ใกล้ๆจะได้จิบเสมอ   ความฉ่ำน้ำนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้สมองส่งต่อระบบกันได้ดี เพราะเซลล์สมองก็เหมือนพืช หากขาดน้ำก็เหี่ยวเฉา หดเล็กลง ส่งข้อมูลกันไม่ถึงแล้วตัวเราก็อยู่ในสภาพคิดไม่ออก
 

               6.   ยิ้มไว้ โลกจะแตกก็ยิ้มเอาไว้   เวลาที่เราทำอะไรก็ตาม หากเรายิ้มคนรอบข้างก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกดีๆของเรา แต่ควรยิ้มจากภายในไม่ต้องฝืน เพราะแววตาของรอยยิ้มนั้นหลอกกันไม่ได้ การยิ้มอยู่เป็นประจำและต่อเนื่อง มีโอกาสที่ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมา เสมือนการเติมพลังให้สมองนอกจากนั้นการยิ้มยังทำให้แววตาดูเป็นประกายอีกด้วย               
                 7.   หายใจช่วยให้สมองใส   การหายใจอย่างถูกวิธีมีส่วนช่วยให้พัฒนาสมองได้ดีมากทีเดียว เพราะสมองของเรานั้นใช้ออกซิเจนมากถึง 20 – 25% ของทั้งหมดที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นหากเรารู้จักหายใจ เข้า ออก ช้าๆ ลึกๆ เพียงแค่วันละ 15 นาที ก็ทำให้สมองได้รับพลังงานอย่างเต็มเปี่ยม


                การที่เราจะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้ฉลาดได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาสมองให้ถูกทางสร้างเสริมความรู้ และประสบการณ์ให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของสมอง เราจึงควรที่จะรู้จักการทำงานของสมองตั้งแต่เกิดจนเจริญเติบโตเต็มที่ เพื่อที่จะได้เข้าใจและส่งเสริมสมองตั้งแต่เกิดจนเจริญเติบโตเต็มที่ เพื่อจะได้เข้าใจ และ ส่งเสริมให้เรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง

บรรณานุกรม
วนิษา เรซ.  (2551).  อัจฉริยะเรียนสนุก. พิมพ์ครั้งที่ 2,  กรุงเทพฯ : อัจฉริยะสร้างได้.

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประเสริฐ บุญเกิด.  2545.  "เรียนให้เก่งขึ้นได้ด้วยการพัฒนาสมองซีกขวา"
                     [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://blog.eduzones.com/30diaw/7088  (23 พฤศจิกายน 2556).

นพ.อุดม เพชรสังหาร.  สมองกับการเรียนรู้ [ระบบออนไลน์].
                    แหล่งที่มาhttp://dnfe5.nfe.go.th/ilp/41003/41003-01-1.htm  (23 พฤศจิกายน 2556).

ดร. นพ. ยุทธนา ภาระนันท์  รู้ไหม? สมองพัฒนาได้ไม่มีวันหมดอายุ” [ระบบออนไลน์].
                     แหล่งที่มา   www.thaiday.comol/ViewNews.aspx?NewsID=9560000101529/q (23 พฤศจิกายน 2556).

พินันท์ญา เกื้อเพชรแก้ว เลขที่26

1 ความคิดเห็น:

เก่งจริงๆ

แสดงความคิดเห็น

About this blog

Research & Knowledge Formation

Blog Archive