การกินเป็นความสุขของใครหลายคน โดยเฉพาะถ้าได้กินขนมที่หอม หวาน มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ที่ใครลิ้มลองแล้วก็ต้องติดใจ มันจะดีสักแค่ไหนถ้าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในขนมนั้นเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและประโยชน์อันมากมาย เช่น มีประโยชน์ต่อหัวใจ ความจำ ระบบประสาท ผิวพรรณ รวมทั้งสามารถกระตุ้นความสุขให้เกิดขึ้นได้ และถ้าหากเรารู้วิธีการกินที่ถูกต้องแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอ้วนอีกต่อไป คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าขนมมหัศจรรย์ที่กล่าวมานั้น มันคือ ช็อกโกแลต


1. ประวัติความเป็นมาของช็อกโกแลต
            ช็อกโกแลตถูกค้นพบมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว เป็นผลผลิตที่ได้จากเมล็ดของต้นคาเคา (cacao) ในป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกา
                ชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำช็อกโกแลตเป็นอารยธรรมโบราณที่อยู่ในเม็กซิโก และอเมริกากลาง ชนกลุ่มนี้ได้แก่ ชาวมายา และชาวแอซเทค แห่งอารยธรรมเมโสอเมริกา เล่ากันว่า คนมายาในยุคคลาสสิกชอบดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษ ขณะที่บรรดาเชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก ส่วนชาวแอซเทค บรรดาผู้ปกครองระดับสูง พระ ทหารยศสูง และพ่อค้ามีหน้ามีตาเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ลิ้มรสเครื่องดื่มช็อกโกแลต
                ต่อมาชาวสเปนออกเดินทางแสวงหาความมั่งคั่งสู่ทวีปอเมริกา และได้พบเครื่องดื่มช็อกโกแลต หลังจากที่สเปนมีชัยเหนือชาวแอซเทคแล้ว พวกเขาได้นำเอาช็อกโกแลตกลับประเทศด้วย เพียงไม่นานเครื่องดื่มช็อกโกแลตรสชาติอมตะ ก็ได้แพร่หลายและกลายเป็นที่นิยมในทวีปยุโรปสำหรับที่มาของคำว่า ช็อกโกแลต นั้นยังไม่มีใครอธิบายได้แจ่มชัดแน่นอน แต่มีความเป็นไปได้สองทาง คือ ทางแรกเป็นคำที่ผันมาจาก ช็อกโกลัจ ในภาษามายา ซึ่งแปลว่ามาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน อีกทางหนึ่งอธิบายไว้ว่ามาจากคำว่า Chocol แปลว่า ร้อน ผสมกับคำว่า atl ที่แปลว่า น้ำ พอมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า Chocolatl ซึ่งต่อมาคำนี้ก็ได้กลายเป็นคำว่า Chocolate ในปัจจุบัน


2. ชนิดของช็อกโกแลตน่ารู้
            ช็อกโกแลตเป็นเครื่องดื่มและขนมหวานของโปรดของใครหลายคน ซึ่งสามารถแบ่งได้มากมายหลายชนิด แต่จากที่ดิฉันได้ศึกษารวบรวมข้อมูลมานั้น ทำให้ดิฉันสามารถสรุปได้ว่า ช็อกโกแลต แบ่งออกเป็น 3 ชนิดที่สำคัญ ได้แก่
                2.1 ดาร์กช็อกโกแลต (dark chocolate) เป็นช็อกโกแลตเข้มข้น มีส่วนประกอบของโกโก้ลิคเคอ ไขมันโกโก้ โดยปกติแล้วนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้
                2.2 มิลค์ช็อก (milk chocolate) โกแลต เป็นช็อกโกแลตที่เหมือนกับดาร์กช็อกโกแลต เพียงแต่เสริมส่วนประกอบของนมเพิ่มเติม ทำให้ได้รสชาติที่หวาน หอม และนุ่มลิ้นมากขึ้น
                2.3 ไวท์ช็อกโกแลต (white chocolate) เป็นช็อกโกแลตที่ไม่มีส่วนผสมของโกโก้ลิคเคอ แต่มีส่วนผสมของโกโก้บัตเตอร์ น้ำตาล นม และมีการแต่งกลิ่นเพิ่มด้วย


3. เรื่องน่ารู้ ช็อกโกแลตกับความอ้วน
            มีการวิจัยเกี่ยวกับช็อกโกแลต ซึ่งการวิจัยนี้ทดสอบโดยมีอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีโดย มีชาย 7 คนหญิง 8 คน และแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 กินดาร์กช็อกโกแลต วันละ 100 กรัม อีกกลุ่มหนึ่งกินไวท์ช็อกโกแลต  90 กรัม ทุกวันเป็นระยะเวลา 15 วัน
ผลที่ได้คือกลุ่มที่กินดาร์กช็อกโกแลต ทุกคนมีความดันโลหิตลดลง และมีความไวต่ออินซูลินซึ่งเป็นตัวสำคัญในการเผาผลาญน้ำตาลมากขึ้น ส่วนกลุ่มที่กินไวท์ช็อกโกแลต ความดันโลหิตไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากว่าดาร์ช็อกโกแลต มีระดับลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารเสริมสร้างสุขภาพของหัวใจ ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น และยังช่วยลดอาการอุดตันของหลอดเลือดอีกด้วยส่วน
ไวท์ช็อกโกแลต ถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่า นมอาจเป็นตัวที่ขัดขวางการดูดซับฟลาโวนอยด์นั่นเอง นอกจากนี้ในงานวิจัยยังระบุอีกด้วยว่าควรกินดาร์กช็อกโกแลต ในปริมาณเทียบเคียงกับระดับแคลอรี่ที่เราทานในแต่ละวัน โดยที่ดาร์กช็อกโกแลต 100 กรัมให้พลังงาน 500 แคลอรี่ ง่ายๆ ก็ทานดาร์กช็อกโกแลต วันละ 100 กรัมก็ได้
                เคล็ดลับของสูตร ช็อกโกแลตลดน้ำหนัก อยู่ที่คาเฟอีนในช็อกโกแลต ซึ่งสามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกายได้ โดยที่เราต้องกินช็อกโกแลตแบบไม่มีน้ำตาล หรือแบบที่มีน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 40 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในมื้อนั้นขึ้นอีก ร้อยละ 15 และในระหว่างวันนั้นก็กิน     ดาร์กช็อกโกแลต แบบที่มีน้ำตาลต่ำๆเท่านั้น สักชิ้นสองชิ้นก็พอ ก็จะทำให้ความอยากกินของหวานลดน้อยลงด้วย แต่ต้องเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่ใหญ่เกินไป
                ดิฉัน มีความเห็นว่า สูตรการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดของแต่ละคน คือ สูตรผสม นำทุกสูตรที่ที่ดี ที่เหมาะสมกับตัวเองและชีวิตประจำวันมาปรับใช้ ไม่ลำบาก และไม่ฝืนจนเกินไปนั่นแหละดีที่สุดแล้ว สูตรช็อกโกแลตลดน้ำหนัก ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งสามารถช่วยได้เช่นกัน ดังนั้น ก่อนที่เราจะกินอะไร ก็ต้องคิดให้ดีเสียก่อน ดังเช่น ช็อกโกแลต ที่เราจะต้องเลือกที่ดีที่สุดเพื่อจะได้ห่างไกลความอ้วน


4. ประโยชน์อันหลากหลายของช็อกโกแลต
            4.1 ช็อกโกแลตมีประโยชน์ต่อหัวใจ
                          ทีมนักวิจัยจาก University of California at Davis, USA พบว่าโกโก้มีฤทธิ์ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดอุดตัน อันเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดโรคหัวใจหากรับประทานทานช็อกโกแลตในจำนวนที่พอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป โดยผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition โดย Prof. Carl Keen และคณะ ประจำภาค Nutrition and Internal Medicine แห่งมหาวิทยาลัยนี้ ได้คัดเลือกอาสาสมัครจำนวน 30 คนซึ่งไม่สูบบุหรี่และไม่มีประวัติการเป็นโรคหัวใจมาก่อน เข้าทำการทดลอง โดยให้คนทั้งหมดนี้ดื่มน้ำ หรือ เครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน หรือเครื่องดื่มโกโก้ โดยให้ดื่มต่างเวลากันและดื่มทีละชนิด แต่ละครั้งก่อนดื่มจะถูกตรวจเลือดก่อน และตรวจเลือดอีกครั้งหลังการดื่มโดยห่างประมาณ 2 และ 6 ชั่วโมงตามลำดับ
นักวิจัยพบว่า Platelets ในเลือดของร่างกายผู้ที่ดื่มโกโก้ มีการจับตัวเป็นก้อนน้อยกว่า ทั้งนี้ Platelets เป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ทำให้เลือดจับตัวเป็นลิ่มหรือก้อนเมื่อเราบาดเจ็บ แต่อาจจับตัวกันหนาแน่นเป็นลิ่มเหนียวข้นเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันในร่างกายได้ ซึ่งถ้าเป็นก้อนใหญ่ก็จะทำให้เป็นโรคหัวใจวายกะทันหันได้
                4.2 ช็อกโกแลตมีผลต่อความจำและระบบประสาท
นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเปรียบเทียบกลุ่มที่รับประทานช็อกโกแลตเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ให้รับประทานช็อกโกแลตเทียม เพื่อทดสอบความจำพบว่า กลุ่มที่กินช็อกโกแลตสามารถจดจำคำพูดและภาพได้ดีกว่า และยังเคลื่อนไหวตอบสนองได้คล่องแคล่วกว่า
การทดลองเหล่านั้นสอดคล้องกับชีวิตของคนที่มีอายุเกินร้อยปีหลายคน ยกตัวอย่าง ฌอง คลามงต์ ( และ ซาร่าห์ เคลาส์  ทั้งสองคลั่งไคล้ช็อกโกแลตมาก คลามงต์ มีนิสัยติดกินช็อกโกแลตอาทิตย์ละสองปอนด์จนกระทั่งแพทย์ต้องแนะนำให้เธอเลิกกินเมื่ออายุได้ 119 ปี สามปีก่อนที่เธอจะลาโลกไปด้วยอายุ 122 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุยืนมักแนะนำให้กินช็อกโกแลตดำแทนขนมหวานมีแคลอรีสูงและนิยมกันมากในอเมริกา
ในอังกฤษ ช็อกโกแลตแท่งสอดใส่คานาบิสนิยมใช้กับผู้ป่วยโรค multiple sclerosis หรือโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดกับระบบประสาทส่วนกลางแบบฉับพลัน โรคดังกล่าวมีพัฒนาการอย่างช้าๆ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางสายตา การพูด เมื่อรักษาเฉพาะอาการแล้วอาจเกิดขึ้นอีกได้ และร้ายแรงถึงขั้นอัมพาต ตาบอด และเสียชีวิต
                4.3 มหัศจรรย์ช็อกโกแลตช่วยให้ผิวพรรณดีและป้องกันแสงแดด
นักวิจัยชาวเยอรมันได้ทำการทดลองกับผู้หญิงจำนวน 24 คน โดยให้ดื่มโกโก้ที่มีฟลาโวนอยด์เสริมทุกวัน หลังจาก 3 เดือน ผู้หญิงเหล่านี้บอกว่าผิวของพวกเธอมีความชุ่มชื้นและเรียบเนียนมากขึ้น ที่สำคัญสารฟลาโวนอยด์เป็นสารสำคัญที่เป็นหัวใจของคุณสมบัติที่ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ต้านทานรังสี UV ในแสงแดดได้ดีขึ้น
นอกจากนี้สารฟลาโวนอยด์ ยังมีบทบาทในการกระตุ้นการทำงานของกรดแอสคอร์บิคหรือวิตามินซี ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผนังเส้นเลือด ทั้งยังทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย ยามเมื่อได้กินช็อกโกแลต หรือจิบโกโก้แก้วโปรดด้วย
ในช็อกโกแลตร้อน 1 ถ้วย มีปริมาณสารคาเฟอีนประมาณ 10 มิลลิกรัม ซึ่งน้องกว่าในกาแฟถึง 10 เท่า แต่สามารถช่วยกระตุ้นร่างกายให้มีความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วยเพราะในช็อกโกแลตมีสารบางชนิดที่ไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขที่ชื่อ สารเอ็นโดฟิน ออกมาช่วยปรับอารมณ์ ทำให้เรามีอารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดง่าย อีกทั้งผู้หญิงที่เลือดลมไม่ดี ช็อกโกแลตสามารถช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็น ลดอาการปวดท้อง หน้าบวม ตัวบวม ก่อนมีประจำเดือนอย่างได้ผล
                4.4 ช็อกโกแลตกระตุ้นความใคร่
                                ในช็อกโกแลตยังมีกรดอะมิโนทริปโตแฟน (Amino Tryptophan) ที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขที่ชื่อว่า “เซโรโทนิน” (Serotonin) ออกมาเวลาที่คุณกินช็อกโกแลต แล้วคุณก็จะรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย กระปรี้กระเปร่าหายจากอาการเครียดต่างๆได้ และด้วยเหตุนี้เองจึงมีหลายคนเชื่อว่าช็อกโกแลตเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ใคร่ เพราะเวลาที่ทานช็อกโกแลตเข้าไปแล้วจะรู้สึกอยากเมคเลิฟมากขึ้น เล่ากันว่า นักรักชื่อดังของโลกอย่าง จิอาโคโม คาสโนวา ทานช็อกโกแลตก่อนขึ้นเตียงกับผู้หญิงที่หลงเสน่ห์ และมีผู้หญิงถึงร้อยละ 50 สารภาพตามตรงว่าพวกเธอทานช็อกโกแลตเพื่อปลุกอารมณ์ก่อนขึ้นเตียงและมันก็ได้ผล
                4.5 ช็อกโกแลตช่วยลดอาการอักเสบ
                                เวลาเจ็บป่วยต่างๆ จะส่งผลต่อสมอง ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เบื่อและเครียด แตต่เมื่อเราทานช็อกโกแลต จะมีสารเซโรโทนินและสารเอ็นโดฟิน ที่สามารถทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้และช่วยให้ตื่นตัว กระฉับกระเฉงอีกด้วย รวมทั้งยังมีสารบางชนิดที่สามารถลดอาการไอได้ด้วย
                4.6 ช็อกโกแลตป้องกันมะเร็ง
                                ในช็อกโกแลตมีสารที่ชื่อว่า ฟิโนลิคและสารฟลาโวนอยด์ อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่ต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารชนิดเดียวกันกับสารที่พบในผัก ผลไม้ และไวน์แดง ซึ่งสามารถป้องกันมะเร็งได้

                               
5. กินช็อกโกแลตอย่างไรให้ได้ประโยชน์
            เมื่อพูดถึงช็อกโกแลต เชื่อว่าเป็นของโปรดของใครหลายคน โดยเฉพาะดิฉัน แต่ก็มักโดนบอกว่า อ้วน อ้วน อ้วน ที่จริงแล้วหากเรารู้จักเลือกรับประทานแล้วช็อกโกแลตแล้ว ปัญหาเรื่องอ้วนก็จะหมดไป โดยมีวิธีการเลือกรับประทาน ดังนี้
                5.1 หลีกเลี่ยงช็อกโกแลตนมที่ผสมน้ำตาล เพราะหากมีน้ำตาลหรือความหวานมากเกินไป ก็ย่อมจะทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน
                5.2 ช็อกโกแลตที่ดีที่สุด คือ ดาร์กช็อกโกแลต เพราะมีน้ำตาลน้อยมาก และมีสารที่มีประโยชน์มากมาย ดังนั้น เราควรเลือกทานดาร์กช็อกโกแลตเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
                5.3 ช็อกโกแลตเป็นขนมหวานและเครื่องดื่มที่อร่อย ดังนั้น เราต้องรู้ปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละวัน คือ เราไม่ควรทานเกินวันละ 100 กรัม เพราะช็อกโกแลต 1001 กรัม มีพลังงาน 500 แคลอรี่ ซึ่งถ้าเราทานมากเกินไป ก็จะได้รับโทษมากกว่าประโยชน์
                ดิฉัน คิดว่า ถึงแม้เราจะเลือกทานช็อกโกแลตได้ถูกวิธี แต่เราต้องไม่ลืมว่า นอกจากการรับประทานอาหารแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับสุขภาพที่ดี ก็คือ การออกกำลังกายเป็นประจำ เราถึงจะทานช็อกโกแลตได้อย่างมีความสุข แต่ทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ ช็อกโกแลตก็เช่นเดียวกัน นอกจากจะมีประโยชน์อันมากมายแล้วก็ยังโทษอีกด้วย


6. โทษของช็อกโกแลตที่คุณควรรู้
6.1 ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงช็อกโกแลตมี เฟนิลไธลามิน ธีโอโบรไมน์ และกาเฟอีน อีกทั้งช็อกโกแลตสำเร็จรูปที่วางขายกันทั่วไปนั้น มีการแต่งกลิ่นและสี รวมทั้งเพิ่มน้ำตาลเข้าไปไม่น้อยเพื่อให้ขนมมีรสหวานมากๆ และการรับประทานช็อกโกแลตจำนวนมากๆ ก็เท่ากับว่าเราได้รับน้ำตาลมากเกินควร
6.2 ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ เพราะช็อกโกแลตให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินเอ ดี เค และธาตุเหล็กค่อนข้างสูง
6.3 เกิดอาการแพ้ช็อกโกแลต ถ้ารับประทานมากเกินไป จะเกิดสิวกลางจมูก ซึ่งคือ อาการแพ้ 


ช็อกโกแลต นอกจากจะหอม หวาน และมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็ยังเปี่ยมไปด้วยประโยชน์อันมากมายที่ซ่อนอยู่ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับความรู้ ความเข้าใจในการเลือกรับประทานที่ถูกวิธี ซึ่งตอนนี้เราก็มีความรู้ในการเลือกรับประทานแล้ว ก็ย่อมจะได้รับประโยชน์มากกว่าโทษแน่นอน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ ช็อกโกแลตก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น เราจึงควรเลือกรับประทานแต่พอดี พอเหมาะ ไม่มากเกินไป และควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อที่เราจะได้รับประโยชน์สูงสุด



               ที่มา http://th. Wikipedia.org.

                  www. Truplook panya.com.

นางสาวสาริกา  สุขวานิตย์  เลขที่ 30 ม.5/1







0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

About this blog

Research & Knowledge Formation

Blog Archive